วิกฤตพลังงานอาจฉุดเศรษฐกิจไทยวูบ นักวิเคราะห์ชี้รัฐต้องเลิกประชานิยมหว่านแห ก่อน GDP ดิ่งใกล้ศูนย์
นายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ จำกัด และนายกสมาคมนักวิเคราะห์การลงทุน เปิดเผยกับทีมข่าว PPTV Wealth ว่า วิกฤตพลังงานจากสงครามในตะวันออกกลางอาจส่งผลกระทบรุนแรงต่อเศรษฐกิจไทย โดยอาจทำให้อัตราการเติบโตของจีดีพีดิ่งลงใกล้ศูนย์ หากสถานการณ์ยืดเยื้อ
ความเชื่อมั่นนักลงทุนและจุดเสี่ยงจากวิกฤตพลังงาน
นายไพบูลย์ระบุว่า ความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อรัฐบาลชุดปัจจุบันอยู่ในเกณฑ์ดี เนื่องจากเสถียรภาพทางการเมืองจากเสียงข้างมากเกือบ 200 เสียง แม้จะมีความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ แต่ตลาดทุนไทยไม่ได้ตอบรับในเชิงลบมากนักเมื่อเทียบกับต่างประเทศ
อย่างไรก็ตาม ปัจจัยที่ต่างชาติกังวลสูงสุดคือผลกระทบจากสงครามในตะวันออกกลาง เนื่องจากไทยพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติสูงมาก หากความขัดแย้งยืดเยื้อ ไทยจะได้รับผลกระทบอย่างหนักจากวิกฤตราคาและอุปทานพลังงาน
จี้รัฐบาลเลิกประชานิยมหว่านแห เร่งนโยบายจับต้องได้
นายไพบูลย์ชี้ว่า รัฐบาลต้องเลิกนโยบายประชานิยมแบบหว่านแห เนื่องจากข้อจำกัดทางการคลังไม่เอื้อให้สาดเม็ดเงินมหาศาลแบบครอบจักรวาล
- รัฐบาลต้องชี้แจงได้ว่าเม็ดเงินที่ลงทุนไป เช่น โครงการแจกเงินดิจิทัลวอลเล็ต หรือคนละครึ่งพลัส จะสร้างการเติบโตของจีดีพีกลับคืนมาได้คุ้มค่าหรือไม่
- เปรียบเทียบกับงบประมาณที่มีจำกัดเหมือนเงิน 100 บาท หากใช้กระตุ้นเศรษฐกิจไปแล้ว 20 บาท ต้องตอบให้ได้ว่าเงินที่เหลือเพียงพอพัฒนาด้านอื่นหรือไม่
- รัฐบาลควรสร้างวัฒนธรรมใหม่ในการใช้จ่ายงบประมาณที่ต้องมีเป้าหมาย กรอบเวลา และตัวชี้วัดความสำเร็จอย่างชัดเจน
"ประชานิยมแบบอดีตที่เคยทำกันให้ทุกคนให้ทุกอย่าง โดยไม่ได้ดูผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น ผมคิดว่ามันไม่สมเหตุสมผลแล้ว วันนี้มันต้องตอบสังคมให้ได้ว่าสุดท้ายสิ่งที่มันกลับคืนมามันคืออะไร" นายไพบูลย์กล่าว
การปฏิรูปเศรษฐกิจและความท้าทายด้านนโยบาย
ด้านการปฏิรูปโครงสร้างทางเศรษฐกิจ นโยบายของรัฐบาลมีความสวยหรูและครอบคลุมมิติใหม่ๆ โดยเฉพาะการนำปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามาขับเคลื่อนในภาคการเกษตรและธุรกิจขนาดใหญ่ แต่ยังขาดแผนยุทธศาสตร์ที่จับต้องได้และขาดรายละเอียดการปฏิบัติจริง
- การระบุเพียงว่าจะใช้เทคโนโลยีแต่ไม่มีแผนรองรับ อาจทำให้ไม่บรรลุผลภายในวาระ 4 ปี
- การสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ผ่านอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ยังน่ากังวล เพราะไทยยังอยู่ในจุดเริ่มต้นที่ห่างไกลจากประเทศผู้นำ
- นโยบายรัฐบาลยังไม่ได้ครอบคลุมถึงการปฏิรูประบบสวัสดิการที่สำคัญ โดยเฉพาะระบบบำนาญสำหรับสังคมสูงวัย
"ผมอยากจะเห็นนโยบายรัฐบาลที่มันจับต้องได้มากกว่านี้ ไม่ใช่แค่เขียนให้อ่านแล้วสวยหรู แต่จะทำอะไรแน่ๆ เพราะวันนี้เราไม่ได้มีเวลาเยอะขนาดนั้น" นายไพบูลย์เน้นย้ำ
แนวโน้มเศรษฐกิจและโอกาสดึงดูดการลงทุน
ก่อนเกิดความขัดแย้งในตะวันออกกลาง เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป คาดการณ์การเติบโตที่ 2-3% แต่เมื่อเกิดความตึงเครียด นักวิเคราะห์ต่างปรับลดประมาณการลงเหลือระดับ 1% กว่า หรืออาจเข้าใกล้ศูนย์หากยืดเยื้อ และเสี่ยงเข้าสู่ภาวะถดถอยในอนาคตได้
อย่างไรก็ตาม ไทยสามารถใช้วิกฤตภูมิรัฐศาสตร์เป็นโอกาสดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) จากการที่บริษัทข้ามชาติพยายามกระจายความเสี่ยงด้านห่วงโซ่อุปทาน ซึ่งไทยมีจุดเด่นด้านความเป็นกลางทางภูมิรัฐศาสตร์และทำเลที่ตั้ง
ความมั่นคงพลังงานและมาตรการเร่งด่วน
นายไพบูลย์ชี้ชัดว่า รัฐบาลต้องเร่งสร้างความมั่นคงด้านพลังงานและปัจจัยการผลิตทางการเกษตร แม้ไทยจะได้ชื่อว่าเป็นครัวของโลก แต่ความจริงเรายังต้องพึ่งพาการนำเข้าปุ๋ยที่เป็นต้นน้ำของการผลิต หากขาดแคลนจะกระทบอุตสาหกรรมอาหารเป็นลูกโซ่
- ในส่วนมาตรการพลังงาน รัฐบาลควรแยกแยะระหว่างการแก้ปัญหาระยะสั้นและการปรับโครงสร้างระยะยาว
- การลดราคาน้ำมันชั่วคราวทำได้เพื่อบรรเทาความเดือดร้อน แต่การปรับโครงสร้างราคาถาวรต้องศึกษาให้รอบคอบ
- การอุดหนุนราคาน้ำมันอย่างยาวนานทำให้ประชาชนขาดแรงจูงใจในการประหยัดและปรับตัว
รัฐบาลจึงควรเตรียมแผนสำรองและสื่อสารอย่างโปร่งใสเผื่อกรณีที่ต้องมีการปันส่วนพลังงานในอนาคต เพื่อรับมือกับวิกฤตที่อาจเกิดขึ้นอย่างมีประสิทธิภาพ



