แรงงานจีนทะลักแย่งงานคนไทย ชลบุรี-ระยองพื้นที่ไข่แดง
แรงงานจีนทะลักแย่งงานคนไทย พื้นที่ไข่แดงชลบุรี-ระยอง

วันแรงงาน 1 พฤษภาคม 2569 เป็นปีที่ไร้สัญญาณการปรับค่าแรง จากที่ปีที่แล้วมีการปรับค่าแรงขั้นต่ำไปหลายรอบ แต่ด้วยสภาวะเศรษฐกิจที่บีบรัด ทำให้เจ้าของธุรกิจ โดยเฉพาะธุรกิจขนาดเล็ก มีแววว่าจะได้รับผลกระทบหนักที่สุด เช่นเดียวกับแรงงานที่ต้องปรับตัว แต่ที่น่าสนใจคือ การเข้ามาของแรงงานข้ามชาติ โดยเฉพาะแรงงานจีน ที่เข้ามาแย่งงานแรงงานไทย ซึ่งยังหาทางออกไม่ได้

ทีมข่าวเฉพาะกิจ ไทยรัฐออนไลน์ สอบถามไปยัง นายมนัส โกศล ประธานสภาองค์การลูกจ้างพัฒนาแรงงานแห่งประเทศไทย

นายมนัสวิเคราะห์ว่า การปรับค่าแรงขั้นต่ำปีนี้ มีประเด็นสำคัญที่น่ากังวลหลายด้าน โดยเฉพาะการที่ค่าจ้างขั้นต่ำไม่ใช่ประเด็นหลักอีกต่อไป แต่กลับถูกแทนที่ด้วยปัญหาการแย่งอาชีพจากแรงงานต่างชาติ โดยเฉพาะแรงงานจีน ที่มากับทุนจีน

ทำไมเรื่องค่าจ้างขั้นต่ำถึงเงียบหายไป?

นายมนัสมองว่า ในกลุ่มโรงงานอุตสาหกรรมส่วนใหญ่ ค่าจ้างพื้นฐานของแรงงานไทยพุ่งทะลุ 400 บาท ไปนานแล้ว การขยับค่าจ้างขั้นต่ำ จึงไม่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อกลุ่มนี้เท่าไรนัก ข้อเรียกร้องใหม่คือ แรงงานเปลี่ยนไปผลักดันเรื่อง "ค่าจ้างที่เป็นธรรม" และ "ค่าจ้างตามทักษะฝีมือ" มากกว่า กลุ่มที่ยังกระทบมีเพียงกลุ่ม SME ขนาดเล็ก ที่มีลูกจ้างต่ำกว่า 300 คน ไม่มีการขึ้นเงินเดือนประจำปี กลุ่มนี้ยังคงต้องรออานิสงส์ จากการประกาศค่าจ้างขั้นต่ำของรัฐบาลเพื่อความอยู่รอด

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว
แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

"แรงงานจีน" แย่งอาชีพคนไทย

นี่คือประเด็นที่ร้อนแรงที่สุด โดยนายมนัสระบุว่า พื้นที่สีแดงที่มีการนำแรงงานจีนเข้ามาทำงานมากคือ ชลบุรี และ ระยอง ซึ่งแรงงานจีนเข้ามามีบทบาทในอุตสาหกรรมหลักอย่างน่ากลัว การประมูลงานข้ามชาติที่ส่งผลถึงรากหญ้า ยกตัวอย่างกรณีที่ให้บริษัทจีนประมูลงานแท่นเจาะน้ำมันได้ มูลค่ากว่า 50,000 ล้านบาท เนื่องจากเสนอราคาได้ต่ำกว่าบริษัทอื่น ผลกระทบ งานที่ควรจะเป็นของคนไทยกลับถูกแรงงานจีนที่มาพร้อมทุนจีนแย่งงาน และช่างฝีมือชาวไทย ที่มีทักษะสูงต้องตกงานจำนวนมาก

การทะลักเข้าของแรงงานไร้ฝีมือชาวจีน

ปัจจุบันในโซนชลบุรีและระยอง มีแรงงานจีนเข้ามาทำงานระดับล่างที่ไม่ใช่วิศวกร เช่น งานก่อสร้าง และงานในโรงงานอิเล็กทรอนิกส์ขนาดใหญ่จำนวนมาก ตัวอย่างเช่นล่าสุด มีเหตุการณ์แรงงานจีนที่ใส่หมวกขาว ทะเลาะวิวาทกับแรงงานไทย สะท้อนให้เห็นว่าคนเหล่านี้ไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญ แต่เป็นแรงงานไร้ฝีมือที่เข้ามาแย่งงานในพื้นที่

ช่องโหว่ทางกฎหมาย

รัฐบาลไทยเปิดให้แรงงานต่างชาติเข้ามาได้เพียง 4 สัญชาติ (พม่า, ลาว, กัมพูชา, เวียดนาม) แต่แรงงานจีนกลับเต็มพื้นที่ จึงเกิดคำถามว่า คนเหล่านี้เข้ามาในสถานะใด หรืออาจใช้วีซ่านักท่องเที่ยว ซึ่งรัฐบาลต้องตรวจสอบอย่างเข้มงวด

เปรียบเทียบแรงงาน จีน - พม่า - เวียดนาม

  • แรงงานจีน มีความแข็งแกร่ง มีการรวมกลุ่มที่เข้มแข็ง ไม่กลัวการตกงาน เพราะมีเครือข่ายหางานใหม่ให้ทันที และมีอำนาจต่อรองสูงมาก
  • แรงงานเวียดนาม เน้นหนักไปที่งานบริการ ซึ่งเป็นที่นิยมของนายจ้างไทย
  • แรงงานพม่า ยังคงเป็นกำลังหลักในโรงงานเย็บผ้าและรองเท้า ในบางโรงงานมีสัดส่วนแรงงานพม่ามากกว่าคนไทย

สถานการณ์ "มาตรา 75" และการเลิกจ้างเงียบ

ในเครืออุตสาหกรรมยานยนต์และพลังงาน เริ่มมีการใช้มาตรา 75 จ่ายเงิน 80% ให้พนักงานหยุดอยู่บ้านมาแล้ว 3-4 เดือน เนื่องจากสถานการณ์เศรษฐกิจและสงครามที่กระทบค่าขนส่งและวัตถุดิบ กลยุทธ์นายจ้าง หลายบริษัทใช้วิธีเปิดโครงการสมัครใจลาออก ให้คนไทยรับเงินก้อนแล้วออกไป จากนั้นจึงนำแรงงานต่างชาติที่มีต้นทุนต่ำกว่าเข้ามาเสียบแทนตำแหน่งที่ว่างลง

ข้อเสนอการแก้ไขในเชิงนิติรัฐ

รัฐบาลและผู้เกี่ยวข้องต้องเร่งแก้ไข ก่อนที่ระบบแรงงานไทยจะวิกฤตไปกว่านี้ คือ

  1. แก้คำนิยาม "กรรมกร" ต้องระบุให้ชัดเจนว่างานประเภทไหนคืออาชีพสงวน เช่น งานเสิร์ฟ งานแม่บ้าน หรือพนักงานในห้าง เพื่ออัปเกรดให้คนไทยกลับมาทำ โดยต้องจัดสวัสดิการและค่าจ้างที่ดึงดูด
  2. อัปสกิลในช่วงหยุดงาน เสนอให้ใช้เงินกองทุนพัฒนาฝีมือแรงงาน ที่มีอยู่ 600 ล้านบาท มาสนับสนุนค่าจ้างอีก 25% ร่วมกับนายจ้างในช่วงที่ใช้มาตรา 75 เพื่อให้ลูกจ้างฝึกทักษะใหม่ (AI หรือเทคโนโลยีใหม่) แทนการปล่อยให้อยู่บ้านเฉยๆ
  3. ปฏิรูปการศึกษาภาคแรงงาน ให้กระทรวงศึกษาธิการเชื่อมท่อโดยตรงกับอุตสาหกรรม เตรียมเด็กจบ ม.3 หรือ ม.6 ให้มีทักษะพร้อมทำงานทันที โดยไม่ต้องเริ่มที่ค่าแรงขั้นต่ำ แต่เริ่มที่ "ค่าแรงตามทักษะ" เพื่อจูงใจให้นายจ้างอยากจ้างคนไทยที่มีฝีมือมากกว่าแรงงานต่างชาติที่ไร้ทักษะ