สศช. เผยภาวะแรงงานไทยปี 68 จ้างงานลด 0.5% เกษตรซบหนักหลังน้ำท่วม จับตาเลิกจ้างพุ่ง 18.1%
สศช. เผยแรงงานไทยปี 68 จ้างงานลด 0.5% เกษตรซบหนัก

สศช. เผยภาวะแรงงานไทยปี 2568 จ้างงานลดลงต่อเนื่อง เกษตรซบหนักหลังน้ำท่วมภาคใต้

นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ได้เปิดเผยรายงานภาวะสังคมไทยไตรมาส 4 และภาพรวมปี 2568 โดยชี้ให้เห็นถึงสถานการณ์แรงงานที่ยังคงน่าเป็นห่วง จากการจ้างงานที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในภาคเกษตรกรรมซึ่งได้รับผลกระทบจากอุทกภัยรุนแรงในพื้นที่ภาคใต้

การจ้างงานลดลงทั้งไตรมาส 4 และภาพรวมปี 2568

ในไตรมาส 4 ปี 2568 พบว่าผู้มีงานทำมีจำนวน 39.8 ล้านคน ลดลง 0.9% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า โดยการจ้างงานในภาคเกษตรกรรมลดลงถึง 3.4% ส่วนหนึ่งเป็นผลจากอุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ในช่วงเดือนพฤศจิกายน 2568 ที่สร้างความเสียหายแก่พื้นที่เพาะปลูกกว่า 210,000 ไร่ รวมถึงแรงงานบางส่วนอยู่ในช่วงรอฤดูเพาะปลูก

ขณะที่การจ้างงานนอกภาคเกษตรกรรมโดยรวมขยายตัวเล็กน้อยที่ 0.2% โดยสาขาการขนส่งและจัดเก็บสินค้าขยายตัว 3.2% สาขาการผลิตขยายตัว 1.2% แต่สาขาการก่อสร้างหดตัวต่อเนื่องถึง 7.4% สาขาโรงแรมและภัตตาคารหดตัว 1.1% และสาขาการค้าส่งและค้าปลีกหดตัว 0.8%

แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

สำหรับภาพรวมทั้งปี 2568 ผู้มีงานทำมีจำนวน 39.6 ล้านคน ลดลง 0.5% จากปี 2567 โดยเป็นผลจากกำลังแรงงานที่มีจำนวนลดลง ค่าจ้างงานในภาคเกษตรกรรมลดลงจากปีก่อน 2.6% ขณะที่การจ้างงานในสาขานอกภาคเกษตรกรรมโดยรวมขยายตัวเล็กน้อยที่ 0.4% จากการขยายตัวของสาขาการขนส่งและจัดเก็บสินค้าที่ 5.1% สาขาโรงแรมและภัตตาคาร 1.2% และสาขาการผลิต 1.0%

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว

เลิกจ้างพุ่ง 18.1% และค่าจ้างเฉลี่ยทรงตัว

อัตราการว่างงานในไตรมาส 4 ปี 2568 มีผู้ว่างงานในภาพรวม 280,000 คน ลดลง 21.7% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน อย่างไรก็ตาม สาเหตุของการว่างงานที่น่ากังวลคือ กลุ่มที่เคยทำงานมาก่อนและนายจ้างเลิกจ้าง หยุด หรือปิดกิจการ มีจำนวนเพิ่มขึ้น โดยเป็นกลุ่มเดียวที่เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนถึง 18.1%

ในส่วนของค่าจ้างเฉลี่ยของแรงงานในภาพรวมทรงตัว โดยอยู่ที่ 15,882 บาทต่อคนต่อเดือน ขณะที่ค่าจ้างเฉลี่ยของกลุ่มลูกจ้างในระบบปรับเพิ่มขึ้น 1.1% มาอยู่ที่ 15,912 บาทต่อคนต่อเดือน จากการเพิ่มขึ้นของค่าจ้างเฉลี่ยทั้งลูกจ้างเอกชนและลูกจ้างรัฐบาลและรัฐวิสาหกิจ แต่สำหรับค่าจ้างเฉลี่ยของกลุ่มอาชีพอิสระปรับลดลง 1.5% มาอยู่ที่ 15,837 บาทต่อคนต่อเดือน

เมื่อปรับด้วยผลของอัตราเงินเฟ้อในไตรมาส 4 ปี 2568 ซึ่งลดลง 0.52% พบว่า ค่าจ้างแรงงานที่แท้จริงในภาพรวมเพิ่มขึ้น 1.6% โดยของลูกจ้างในระบบเพิ่มขึ้น 2.7% และกลุ่มอาชีพอิสระปรับเพิ่มขึ้นเล็กน้อยที่ 0.2%

ความท้าทายและแนวทางแก้ไขจากสศช.

สศช. เน้นย้ำถึงประเด็นสำคัญที่ต้องให้ความสนใจ ได้แก่ การสนับสนุนการเชื่อมโยงการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) กับธุรกิจไทย และการพัฒนาทักษะแรงงานเพื่อสร้างงานที่มีคุณภาพ แม้ประเทศไทยจะดึงดูด FDI ได้ในระดับสูง แต่ยังสร้างงานที่มีคุณภาพสูงได้อย่างจำกัด เนื่องจากความเชื่อมโยงกับธุรกิจไทยยังไม่เพียงพอ และแรงงานไทยมีข้อจำกัดด้านทักษะที่ไม่สอดคล้องกับความต้องการของภาคการลงทุน

คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ได้กำหนดเงื่อนไขให้โครงการลงทุนจากต่างประเทศในกิจการผลิตที่มีการจ้างงานตั้งแต่ 100 คนขึ้นไป และขอรับการส่งเสริมการลงทุนจะต้องจ้างบุคลากรไทยไม่น้อยกว่า 70% พร้อมทั้งออกมาตรการส่งเสริมการใช้ชิ้นส่วนในประเทศ (Local Content) ในอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าและเครื่องใช้ไฟฟ้า ซึ่งอาจต้องขยายไปสู่อุตสาหกรรมอื่นและกิจการขนาดกลางและขนาดย่อมในอนาคต

ความกังวลเรื่องความมั่นคงในงานและบทบาทของ AI

ผลสำรวจ What Worries Thailand? H2 2025 ของ Ipsos พบว่า คนไทยกว่า 41% รู้สึกว่าความมั่นคงในงานของตนลดลง และ 26% กังวลว่าอาจตกงานภายใน 6 เดือนข้างหน้า ขณะเดียวกัน แรงงานบางส่วนยังเผชิญแรงกดดันจากบทบาทของ AI ที่เพิ่มขึ้น

รายงานผลสำรวจความหวังและความกังวลของกำลังแรงงานไทยประจำปี 2568 ของ PwC พบว่า แรงงานไทยมีการใช้ AI ในการทำงานสูงถึง 72% ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยของโลกที่ 54% และส่วนใหญ่มีทัศนคติเชิงบวก มากกว่าความกังวลเกือบสามเท่า ดังนั้น จึงควรมีการกำหนดแนวทางการนำ AI มาใช้อย่างชัดเจนและเป็นธรรมต่อแรงงาน ควบคู่กับการลงทุนพัฒนาทักษะด้านดิจิทัลและ AI เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการทำงานร่วมกับเทคโนโลยี

สรุปแล้ว สถานการณ์แรงงานไทยในปี 2568 ยังคงต้องจับตาอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะการลดลงของภาคเกษตรและการเลิกจ้างที่เพิ่มขึ้น การพัฒนาทักษะแรงงานและส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศอย่างมีประสิทธิภาพจะเป็นกุญแจสำคัญในการสร้างงานที่มีคุณภาพและความมั่นคงในระยะยาว