ส.อ.ท. เตือน น้ำมันขาลงแค่ชั่วคราว สงครามตะวันออกกลางยืดเยื้ออาจดีดราคาพุ่งทะลุ 100 เหรียญ
จากกรณีที่ นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ออกมาแถลงความเชื่อมั่นว่าสงครามในภูมิภาคตะวันออกกลางมีแนวโน้มจะจบลงในเร็ววัน พร้อมคาดการณ์ว่าราคาน้ำมันจะปรับตัวลดลง ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่เคยพุ่งสูงเกิน 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ร่วงลงมาอยู่ที่ระดับ 89 ถึง 90 ดอลลาร์ หรือลดลงกว่า 30% ล่าสุด นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ให้สัมภาษณ์พิเศษในรายการ Wealth Wake Up ถึงประเด็นความผันผวนของราคาพลังงานโลก
สถานการณ์เปราะบาง ราคาลดลงเป็นแค่จิตวิทยาชั่วคราว
นายเกรียงไกรระบุว่า ขณะนี้สถานการณ์ยังมีความไม่แน่นอนสูงมาก เห็นได้ชัดจากความเคลื่อนไหวในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงเช้าตามเวลาประเทศไทยจนสร้างความตื่นตระหนก แต่เมื่อประธานาธิบดีสหรัฐฯ ออกมาแถลงการณ์ ราคาก็กลับร่วงลงมาทันที ซึ่งปรากฏการณ์นี้สะท้อนว่าราคาน้ำมันที่ลดลงเป็นเพียงผลทางจิตวิทยาชั่วคราวบนสถานการณ์ที่เปราะบาง
ประธาน ส.อ.ท. ชี้ให้เห็นถึงความเสี่ยงสำคัญที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด คือกรณีที่มีข่าวว่าอิสราเอลได้ส่งเครื่องบินไปทิ้งระเบิดทำลายโรงกลั่นและสถานีกักเก็บน้ำมัน ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญของอิหร่าน ส่งผลให้ความเสี่ยงด้านอุปทานพลังงานสูงขึ้นทันที ขณะเดียวกันอิหร่านก็ได้ขู่ตอบโต้ด้วยการทำลายท่อส่งน้ำมันขนาดใหญ่ ซึ่งเปรียบเสมือนเส้นเลือดใหญ่ในการส่งน้ำมันและแก๊สธรรมชาติ หากเกิดเหตุการณ์ดังกล่าวขึ้นจริง ความโกลาหลจะเกิดขึ้นทั่วโลก และราคาน้ำมันที่ปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 90 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อบาร์เรลจะพุ่งทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลทันทีอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ผลกระทบรุนแรงต่อภาคอุตสาหกรรมและการผลิต
ในส่วนของผลกระทบต่อภาคอุตสาหกรรมและการผลิต นายเกรียงไกรระบุว่า พลังงานคือปัจจัยการผลิตที่สำคัญที่สุด ซึ่งส่งผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อม โดยทางอ้อมที่เห็นชัดคือ ค่าโลจิสติกส์ ซึ่งบรรดาสายการเดินเรือใหญ่ได้ประกาศระงับเส้นทางที่เสี่ยงอันตราย และเปลี่ยนไปใช้วิธีเดินเรืออ้อมเส้นทางอื่นแทน ส่งผลให้ต้องใช้เวลาเดินทางเพิ่มขึ้น 15 ถึง 20 วัน กลายเป็นต้นทุนที่เพิ่มขึ้นมหาศาล รวมถึงค่าประกันภัยความเสี่ยงภัยสงคราม (War Risk) จากเดิมที่มีสัดส่วนเพียง 2-3% ของต้นทุนทั้งหมด ปัจจุบันมีแนวโน้มพุ่งสูงขึ้นถึง 300 ถึง 400% หรือบางกรณีพุ่งไปถึง 500% แล้ว
ที่น่ากังวลที่สุดคือ ต้นทุนจริง ของผู้ประกอบการ ซึ่งขณะนี้รัฐบาลมีมาตรการช่วยเหลือราคาน้ำมันหน้าปั๊มเพื่อประชาชน แต่ในภาคโรงงานอุตสาหกรรมที่ต้องซื้อน้ำมันผ่านตัวแทนโดยไม่ผ่านหน้าปั๊ม กลับไม่ได้รับความคุ้มครองจากมาตรการเหล่านี้ "ต้นทุนตอนนี้เริ่มเขย่งแล้ว สมมติว่าราคาดีเซลหน้าปั๊มอยู่ที่ 30 บาท แต่ราคาที่ภาคอุตสาหกรรมต้องซื้อจริงพุ่งไปถึง 40 บาทต่อลิตรไปแล้ว ต้นทุนในภาคการผลิตจึงพุ่งขึ้นทันทีอย่างน้อย 30% ซึ่งหลายอุตสาหกรรมโทรมาปรึกษาว่าอาจจะแบกรับต้นทุนที่สูงขนาดนี้ต่อไปไม่ไหว"
โดยกลุ่มที่ได้รับผลกระทบหนักเป็นพิเศษ ระบุว่า คืออุตสาหกรรมการเกษตรที่ต้องใช้เครื่องจักรและน้ำมันจำนวนมาก รวมถึงโรงงานที่ใช้พลังงานเยอะ เช่น อุตสาหกรรมเซรามิก โรงงานแก้ว และปิโตรเคมี ซึ่งหากเป็นโรงงานทั่วไปที่ซื้อน้ำมันผ่านผู้ค้าปลีก (Jobber) ต้นทุนที่ขยับจาก 30 เป็น 40 บาท ถือเป็นแรงกระแทกที่ค่อนข้างรุนแรง
มาตรการรับมือและแนวทางปรับโครงสร้างพลังงานระยะยาว
สำหรับแนวทางการรับมือในระยะต่อไป นายเกรียงไกรระบุว่า ได้หารือร่วมกับกรมธุรกิจพลังงานและกระทรวงพลังงาน พบว่า ด้านการจัดหาแหล่งน้ำมันใหม่นั้น ไทยมีความมั่นใจมากขึ้น เนื่องจากมีการกระจายความเสี่ยงของแหล่งนำเข้าน้ำมัน (Portfolio) ที่ดีขึ้นกว่าในอดีต จากเดิมที่เคยนำเข้าจากตะวันออกกลางสูงถึง 70% แต่ปัจจุบันลดสัดส่วนการผ่านช่องแคบที่เสี่ยงภัยเหลือเพียง 50% โดยหันไปนำเข้าจากมาเลเซีย อินโดนีเซีย ออสเตรเลีย สหรัฐอเมริกา และแอฟริกาตะวันตกอย่างไนจีเรียแทน ซึ่งไทยมีปริมาณพลังงานสำรองที่พอใช้ได้นานถึง 95 วัน
อย่างไรก็ตาม เมื่อราคาเป็นปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้ ส.อ.ท. จึงเตรียมผลักดัน 3 มาตรการหลัก ดังนี้
- การใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ เช่น รณรงค์ให้ลดการใช้น้ำมันลงเฉลี่ย 20% ต่อวันในทุกโรงงาน โดยอยู่ระหว่างการศึกษาเพื่อนำ AI มาช่วยคำนวณและบริหารจัดการการใช้พลังงานให้คุ้มค่าที่สุด รวมถึงการพิจารณานำมาตรการ Work From Home กลับมาใช้ในบางแผนกเพื่อลดค่าใช้จ่ายแฝง
- การแสวงหาแหล่งพลังงานในประเทศ โดยเร่งผลักดันการใช้น้ำมันปาล์มผสมในสัดส่วนที่สูงขึ้น เช่น การเปลี่ยนจาก E5 เป็น E20 ซึ่งรถยนต์ส่วนใหญ่ในไทยรองรับได้ เพื่อลดการนำเข้าและใช้ทรัพยากรเกษตรในประเทศให้เกิดประโยชน์สูงสุด
- มาตรการเยียวยาจากภาครัฐ ซึ่งปัจจุบัน ส.อ.ท. เตรียมเข้าหารือกับภาครัฐเพื่อหาช่องทางช่วยเหลือภาคอุตสาหกรรมที่ต้องซื้อน้ำมันราคาสูงเกินจริง ไม่ให้จำกัดความช่วยเหลืออยู่แค่เพียงกลุ่มผู้ใช้หน้าปั๊มเท่านั้น
ผลกระทบต่อเงินเฟ้อและราคาสินค้าอุปโภคบริโภค
ในส่วนของราคาสินค้าอุปโภคบริโภค นายเกรียงไกรประเมินตัวเลขเงินเฟ้อที่น่าสนใจว่า
- หากราคาน้ำมันดิบอยู่ที่ 80 ดอลลาร์ เงินเฟ้อจะขยับขึ้น 1-2% สินค้าอาหารสำเร็จรูปจะทยอยปรับราคา
- หากราคาน้ำมันดิบแตะ 100 ดอลลาร์ เงินเฟ้อจะสูงขึ้นอีก และราคาสินค้าในพื้นที่กว่า 20% ของประเทศจะเริ่มปรับตัว
- หากราคาน้ำมันดิบพุ่งถึง 120 ดอลลาร์ เงินเฟ้อจะแตะระดับ 3% ส่งผลให้พื้นที่กว่า 50% ของประเทศได้รับผลกระทบจากราคาสินค้าที่พุ่งสูงขึ้น
แม้ในปัจจุบันกระทรวงพาณิชย์จะระบุว่ายังไม่มีการขอขึ้นราคาสินค้า เนื่องจากยังใช้สต็อกเดิมที่มีต้นทุนเก่าอยู่ แต่ประธาน ส.อ.ท. ย้ำว่าหากสถานการณ์ยืดเยื้อและไม่เป็นไปตามที่โดนัลด์ ทรัมป์ คาดการณ์ เมื่อถึงเวลาที่ต้องใช้สต็อกใหม่ ราคาสินค้าจะปรับขึ้นอย่างแน่นอน
โอกาสปรับโครงสร้างพลังงานเพื่อความยั่งยืน
นายเกรียงไกรย้ำว่า ไทยควรใช้โอกาสนี้ในการปรับโครงสร้างพลังงานอย่างจริงจัง ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนผ่านไปสู่การใช้ไฟฟ้า (EV) ซึ่งถูกกว่าและสะอาดกว่า รวมถึงการผลักดันพลังงานจากพืชเกษตรและเอทานอลอย่างต่อเนื่อง และเร่งพัฒนาไบโอดีเซล ซึ่งไม่ใช่ทำเฉพาะตอนที่น้ำมันแพงแล้วเลิกไปเมื่อราคาลดลง เพื่อสร้างความยั่งยืนและความมั่นคงทางพลังงานให้กับประเทศในระยะยาว
"เพราะฉะนั้นไทยต้องเตรียมมาตรการทั้งระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว เตรียมรับมือและอย่าประมาท ผมคิดว่าเป็นโอกาสที่ดี ที่เราต้องมานั่งปรับโครงสร้าง แล้วในเรื่องของการการใช้พลังงาน เช่น ประเทศไทยมีพลังงานหมุนเวียน หรือพลังงานที่มาจากไบโอ ซึ่งเชื่อว่าก็จะสามารถทดแทนการนำเข้าได้ และผมคิดว่าเราคงต้องหันมาเอาจริงเอาจัง เพราะเรื่องนี้เคยทำกันมานาน แต่พอราคาน้ำมันลดลงก็เลิก พอราคาน้ำมันสูงขึ้นเราก็กลับมาพูดถึงอีก แต่ครั้งนี้ผมคิดว่าเราควรจะต้องทำจริงจัง เพื่อเป็นการแก้ไขในระยะยาวและให้เกิดความยั่งยืนต่อไป"



