ครม.ชวนประชาชนประหยัดพลังงาน งดสูท-เน็กไท โสภณย้ำต้องทำอย่างยั่งยืน
ครม.ชวนประหยัดพลังงาน งดสูท-เน็กไท โสภณย้ำยั่งยืน

ครม.รณรงค์ประหยัดพลังงาน เชิญชวนประชาชนงดใส่สูท-ผูกเน็กไท

ในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายโสภณ ซารัมย์ รองนายกรัฐมนตรี ได้กล่าวถึงมาตรการลดการใช้พลังงาน โดยเน้นย้ำว่าในฐานะที่เป็นคณะรัฐมนตรี ซึ่งถือเป็นสัญลักษณ์ของผู้นำ ควรทำเป็นตัวอย่างให้ประชาชนตระหนักถึงความสำคัญของการประหยัดไฟและพลังงาน

มาตรการนำร่องจากรัฐมนตรี

นายโสภณระบุว่า คณะรัฐมนตรีได้เริ่มต้นด้วยการปรับอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศให้เหมาะสม และไม่สวมสูท เพื่อแสดงให้เห็นถึงความตั้งใจในการรณรงค์นี้ เขากล่าวว่า "ถ้าได้รับความร่วมมือจริง ๆ คิดว่าได้ผล หรือแม้แต่มาตรการเวิร์กฟอร์มโฮม เราก็เห็นด้วย ซึ่งพวกเรามีความตระหนัก เพื่อให้การใช้ไฟฟ้าลดลง แต่เรื่องนี้ต้องยั่งยืน ทำวันเดียวไม่ได้ผล"

นอกจากนี้ เขายังได้พูดถึงการปรับจำนวนรถภายในขบวนลง โดยกล่าวว่า "ของตนมีเพียงคันเดียว ส่วนคนอื่นตนไม่ทราบ" ซึ่งสะท้อนถึงความพยายามในการลดการใช้พลังงานในทุกด้าน

แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

เสียงสะท้อนจากรัฐมนตรีอื่น

นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ได้ให้ความเห็นเกี่ยวกับการไม่สวมสูทในวันนี้ว่า "อย่างแรกเพื่อให้เหมาะสมกับสภาพอากาศของไทยมากที่สุด และอยากเชิญชวนประชาชนให้ร่วมกันประหยัดพลังงาน ในช่วงนี้ถือว่าเป็นการช่วยชาติอีกเครื่องมือหนึ่ง ซึ่งคณะรัฐมนตรีพยายามทำให้เป็นตัวอย่าง"

ขณะที่ พลตรีอดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม และ นายทรงศักดิ์ ทองศรี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ก็ได้เข้าร่วมในมาตรการนี้ด้วยเช่นกัน

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว

บริบทพลังงานในระดับโลก

ในขณะเดียวกัน สถานการณ์พลังงานโลกกำลังเผชิญกับความท้าทาย จากรายงานของ ปตท. เกี่ยวกับสถานการณ์ตลาดน้ำมันระหว่างวันที่ 9-13 มีนาคม 2569 ซึ่งชี้ให้เห็นว่า สงครามในตะวันออกกลาง และความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่านไม่มีทีท่าสงบลง ส่งผลให้ราคาพลังงานพุ่งสูงขึ้น

หลายประเทศในเอเชียกำลังเร่งออกมาตรการรับมือ หลังราคาน้ำมันทะลุ 100 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งในประเทศไทย นายอรรถพล ได้เล็งออกพระราชกำหนดกู้เงินเพื่อชดเชยกองทุนน้ำมัน และเสนอมาตรการประหยัดพลังงานต่อคณะรัฐมนตรีในวันที่ 10 มีนาคมนี้

มาตรการประหยัดพลังงานจากรัฐบาลในครั้งนี้ จึงไม่เพียงแต่เป็นความพยายามภายในประเทศ แต่ยังสอดคล้องกับแนวโน้มโลกที่กำลังเผชิญกับวิกฤตพลังงาน และความจำเป็นในการปรับตัวเพื่อลดผลกระทบทางเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อม