แม่ค้าขนมจีนเมืองคอนร้องถูกตำรวจข่มขู่เรียกเงิน 2 แสน อ้างเป็นเรื่องคดีความ
แม่ค้าขนมจีนร้องถูกตำรวจข่มขู่เรียกเงิน 2 แสน

เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2567 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นางสาวเอ (นามสมมุติ) อายุ 45 ปี แม่ค้าขนมจีนในพื้นที่อำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช ได้เข้าร้องเรียนต่อสื่อมวลชน หลังจากถูกตำรวจชุดสืบสวนสถานีตำรวจภูธรเมืองนครศรีธรรมราช ข่มขู่เรียกเงินจำนวน 2 แสนบาท โดยอ้างว่าจะดำเนินคดีในข้อหาหมิ่นประมาท หลังจากที่นางสาวเอได้โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กส่วนตัว ระบุว่าถูกตำรวจนายหนึ่งเรียกเงินเพื่อแลกกับการไม่ดำเนินคดีกับลูกค้าที่ซื้อขนมจีนแล้วไม่ยอมจ่ายเงิน

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

นางสาวเอเล่าว่า เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคมที่ผ่านมา มีลูกค้าคนหนึ่งมาซื้อขนมจีนที่ร้านของเธอในราคา 150 บาท แต่กลับไม่ยอมจ่ายเงิน อ้างว่าขนมจีนไม่อร่อยและมีปัญหาเรื่องคุณภาพ นางสาวเอจึงได้โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กเพื่อเตือนเพื่อนฝูงให้ระวังลูกค้ารายนี้ ต่อมาไม่นาน เธอก็ถูกตำรวจชุดสืบสวนติดต่อมาทางโทรศัพท์ โดยอ้างว่าการโพสต์ข้อความดังกล่าวเป็นการหมิ่นประมาท และจะต้องจ่ายเงิน 2 แสนบาทเพื่อให้คดีจบลง

ปฏิเสธข้อกล่าวหา

นางสาวเอปฏิเสธว่าเธอไม่ได้มีเจตนาหมิ่นประมาท แต่เพียงต้องการแจ้งเตือนผู้ขายรายอื่นเท่านั้น เธอรู้สึกกลัวและไม่สบายใจที่ถูกตำรวจข่มขู่ จึงตัดสินใจร้องเรียนต่อสื่อมวลชนเพื่อให้ได้รับความเป็นธรรม

แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

การตอบโต้ของตำรวจ

พ.ต.อ.สมชาย ใจดี ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรเมืองนครศรีธรรมราช เปิดเผยว่า ได้รับรายงานเรื่องนี้แล้ว และยืนยันว่าไม่มีนโยบายให้เจ้าหน้าที่เรียกเงินจากประชาชน พร้อมระบุว่าตำรวจชุดสืบสวนที่ถูกกล่าวหาได้ปฏิเสธข้อกล่าวหาทั้งหมด และเตรียมดำเนินคดีกับนางสาวเอในข้อหาหมิ่นประมาท เนื่องจากโพสต์ข้อความดังกล่าวทำให้เสียชื่อเสียงและกระทบต่อการปฏิบัติหน้าที่

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว

ข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

นายทนายสมชาย ธรรมรักษ์ ทนายความผู้เชี่ยวชาญด้านคดีหมิ่นประมาท กล่าวว่า การโพสต์ข้อความในสื่อสังคมออนไลน์ที่ทำให้ผู้อื่นเสียชื่อเสียงอาจเข้าข่ายความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 และ 328 ซึ่งมีโทษจำคุกและปรับ อย่างไรก็ตาม หากผู้ถูกกล่าวหาสามารถพิสูจน์ได้ว่าข้อความนั้นเป็นความจริงและเป็นการติชมด้วยความเป็นธรรม ก็อาจไม่มีความผิด

นางสาวเอกล่าวว่าเธอจะไม่ยอมจ่ายเงินและจะสู้คดีต่อไป โดยหวังว่าสื่อมวลชนและสังคมจะช่วยตรวจสอบข้อเท็จจริงและให้ความเป็นธรรมกับเธอ