กองทุนน้ำมันฯ อุดหนุนวันละ 700 ล้านบาท ตรึงราคาดีเซล นักวิชาการเตือนพยุงได้ไม่นาน
สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางส่งผลให้ราคาน้ำมันโลกทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ประเทศไทยซึ่งนำเข้าน้ำมันถึง 80% ได้รับผลกระทบโดยตรง กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (สกนช.) ต้องจ่ายเงินอุดหนุนเพื่อตรึงราคาดีเซลขายปลีกอยู่ที่ประมาณ 30 บาทต่อลิตร โดยมีรายงานว่า ณ วันที่ 9 มีนาคม 2569 กองทุนน้ำมันฯ อุดหนุนราคาน้ำมันดีเซลลิตรละ 11.73 บาท เพิ่มขึ้นจากวันที่ 6 มีนาคมที่อุดหนุนลิตรละ 9.57 บาท ทำให้ต้องใช้เงินอุดหนุนเฉลี่ยวันละ 700 ล้านบาท สร้างความกังวลในสังคมว่ากองทุนฯ จะแบกรับค่าใช้จ่ายนี้ได้อีกนานแค่ไหน
นักวิชาการเผยสถานการณ์วิกฤตและบทเรียนจากอดีต
ดร.อารีพร อัศวินพงศ์พันธ์ นักวิชาการนโยบายพลังงานจากสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) เปิดเผยว่า ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอลและอิหร่านส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานน้ำมันโลก ทำให้น้ำมันขนส่งจากตะวันออกกลางลำบากและราคาปรับตัวสูงขึ้น สำหรับประเทศไทย แม้ผลิตน้ำมันได้แต่ไม่เพียงพอ หากไม่มีการอุดหนุน ราคาดีเซลอาจพุ่งถึง 40 บาทต่อลิตร ซึ่งกระทบภาคขนส่งและธุรกิจ การตรึงราคาช่วยลดผลกระทบต่อประชาชน แต่ในอนาคตอาจต้องทยอยปรับขึ้นเล็กน้อย
"น้ำมันดีเซลเป็นปัจจัยสำคัญต่อภาคขนส่ง เกษตรกรรม และค่าครองชีพของประชาชน" ดร.อารีพรกล่าว พร้อมชี้ว่าการอุดหนุนวันละ 700 ล้านบาทมีความจำเป็นในภาวะวิกฤต แต่เป็นบทเรียนที่ภาครัฐเคยใช้กองทุนฯ ตรึงราคาในช่วงไม่วิกฤต ซึ่งเป็นการใช้ผิดวัตถุประสงค์ แทนที่จะเก็บเงินไว้พยุงในยามจำเป็นจริงๆ เช่นปัจจุบัน
แนวทางแก้ไขปัญหาและมาตรการเร่งด่วน
ดร.อารีพรเผยว่า กองทุนน้ำมันฯ ติดลบหนักและคงพยุงได้ไม่นาน ภาครัฐต้องหามาตรการอื่น เช่น ออก พ.ร.ก.ให้กระทรวงการคลังค้ำประกัน หรือปรับเพดานชดเชยให้สูงขึ้นในภาวะวิกฤต สำหรับโครงสร้างราคาน้ำมันที่ควรจะเป็น เธอเสนอว่า ประเทศไทยไม่ควรอ้างอิงราคาน้ำมันสำเร็จรูปจากตลาดสิงคโปร์ เนื่องจากมีค่าขนส่งและประกันภัยบวกในต้นทุน แต่ควรใช้ราคาหน้าโรงกลั่นในประเทศแทน พร้อมดูแลต้นทุนจากโรงกลั่นทั้ง 6 แห่งให้เป็นธรรม
นอกจากนี้ ควรเพิ่มปริมาณน้ำมันสำรองในประเทศให้มากขึ้น เพื่อรับมือกับวิกฤตภูมิรัฐศาสตร์ที่เกิดบ่อยขึ้น เช่น สงครามรัสเซีย-ยูเครน ซึ่งเคยทำให้กองทุนฯ ติดลบมาแล้ว เธอเตือนว่า ประเทศผู้นำเข้าอื่นๆ อาจได้รับผลกระทบคล้ายไทย ขึ้นอยู่กับมาตรการช่วยเหลือของรัฐบาลแต่ละประเทศ ประเทศไทยต้องเร่งหาน้ำมันจากแหล่งอื่นให้ทันก่อนประเทศอื่น
มาตรการจากกระทรวงพลังงานและรัฐบาล
ในวันที่ 9 มีนาคม 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม และนายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ได้ประชุมแก้ไขปัญหาด้านพลังงาน นายพิพัฒน์ยืนยันว่าปริมาณน้ำมันสำรองของไทยอยู่ที่ 95 วัน รัฐบาลเตรียมแผนลดผลกระทบหลังหมดมาตรการตรึงราคา โดยจะติดตามราคาตลาดโลกอย่างใกล้ชิดและปรับขึ้นราคาน้ำมันดีเซลและเบนซินแบบค่อยเป็นค่อยไป เพื่อไม่ให้กระทบค่าครองชีพ
สำหรับภาคอุตสาหกรรมที่ขาดแคลนน้ำมัน ผู้ประกอบการสามารถยื่นหลักฐานใบสั่งซื้อน้ำมันย้อนหลัง 2 เดือนต่อผู้ว่าราชการจังหวัดหรือพลังงานจังหวัดเพื่อซื้อน้ำมันได้ตามปกติ ด้านนายอรรถพลเผยว่า กระทรวงพลังงานได้ออกมาตรการสร้างความมั่นคงทางพลังงาน เช่น ปรับสัดส่วนการสำรองน้ำมันของผู้ค้าจาก 1% เป็น 3% ภายใน 30 เมษายน ซึ่งจะเพิ่มปริมาณสำรองในประเทศอีก 7 วัน และเตรียมปรับเพิ่มสัดส่วนผสมไบโอดีเซลจาก B5 เป็น B7 ภายใน 14 มีนาคม 2569 เพื่อลดการนำเข้า
นอกจากนี้ ยังส่งเสริมการใช้ E20 โดยปรับราคาให้มีส่วนต่างกับ E10 มากขึ้นเพื่อจูงใจประชาชน รวมถึงจัดหาก๊าซธรรมชาติทดแทนและเพิ่มกำลังผลิตในอ่าวไทย เพื่อรับประกันว่าพลังงานไฟฟ้าจะไม่ขาดแคลน พร้อมตรึงราคาก๊าซหุงต้มต่ออีก 2 เดือน (เมษายน-พฤษภาคม) กระทรวงพลังงานขอความร่วมมือภาครัฐและประชาชนประหยัดพลังงาน เช่น ปรับอุณหภูมิแอร์เป็น 26 องศา ตรวจเช็กเครื่องยนต์ และพิจารณาการทำงานจากบ้าน โดยคำนึงถึงผลกระทบต่อร้านค้าในบริเวณออฟฟิศด้วย



