วิกฤตพลังงานรุนแรงสุดในประวัติศาสตร์ ราคาดีเซลโลกพุ่ง 300 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
นายประเสริฐ สินสุขประเสริฐ ปลัดกระทรวงพลังงาน เปิดเผยถึงสถานการณ์พลังงานในปัจจุบันว่า เป็นวิกฤตที่รุนแรงมากที่สุดในประวัติศาสตร์ โดยราคาน้ำมันดีเซลในตลาดโลกพุ่งทะยานจากระดับปกติที่ 92 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล เป็นเกือบ 300 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล หรือเพิ่มขึ้นเกือบ 3 เท่า ซึ่งรุนแรงกว่าช่วงสงครามรัสเซีย-ยูเครนที่เคยทำสถิติสูงสุดไว้ที่เพียง 150 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล
ผลกระทบต่อกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงและความกังวลระยะยาว
สถานการณ์ดังกล่าวส่งผลให้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการชดเชยราคาช่วยเหลือประชาชน ติดลบแล้วเกือบ 5 หมื่นล้านบาท แม้จะมีวงเงินกู้ 1.5 แสนล้านบาทรองรับได้ประมาณอีก 2 เดือน แต่หากสถานการณ์ยืดเยื้อก็น่ากังวลอย่างยิ่ง การบริหารราคาในช่วงนี้จึงยากลำบาก เพราะต้องรักษาสมดุลระหว่างราคาตลาดโลก ฐานะกองทุนฯ และผลกระทบต่อประชาชน
การปรับขึ้นราคาน้ำมัน 2 วันติดกันที่ผ่านมานั้น ก็เพื่อรักษาสภาพคล่องกองทุนฯ และไม่ให้เกิดการขึ้นราคาแบบกระชาก เพราะอาจทำให้เกิดการกักตุนหรือลักลอบนำออกนอกประเทศไทย โดยกระทรวงพลังงานได้สั่งการให้พลังงานจังหวัดเข้มงวดตรวจสอบสถานีบริการทั่วประเทศในวันก่อนที่จะมีการขึ้นราคา เพื่อป้องกันการกักตุน
มาตรการช่วยเหลือประชาชนและโครงสร้างต้นทุนโรงกลั่น
ขณะเดียวกันยังคงใช้เงินกองทุนฯ อุดหนุนราคาก๊าซหุงต้ม (LPG) วันละประมาณ 30 ล้านบาท เพื่อไม่ให้กระทบค่าครองชีพและราคาอาหารของประชาชน สำหรับประเด็นโครงสร้างราคาและค่าการกลั่นนั้น การคำนวณสต๊อกน้ำมัน (เก่า-ใหม่) ของโรงกลั่นใช้วิธี Mark to Market ซึ่งเป็นตามหลักสากลที่ใช้กัน ซึ่งโรงกลั่นก็ต้องยอมรับความเสี่ยงตรงนี้ด้วย
ส่วนค่าการกลั่นก็ไม่ใช่กำไรสุทธิ แต่ครอบคลุมต้นทุนคงที่ต่างๆ เช่น ค่าน้ำค่าไฟ ค่าขนส่ง ค่าแรง และค่าบำรุงรักษา และต้นทุนเพิ่มเติมอย่างค่า War Premium ค่าประกันภัย ค่าน้ำมันดิบที่แพงขึ้นในช่วงสงคราม อย่างไรก็ตาม ในช่วงวิกฤตนี้พบว่า ค่า War Premium ที่เพิ่มเข้ามา ส่งผลให้เกิดกำไรส่วนเกิน (Windfall)
การดึงกำไรส่วนเกินมาช่วยเหลือประชาชนและความร่วมมือจากภาคเอกชน
ทางคณะกรรมการพลังงาน (คตร.) จึงเร่งพิจารณานำค่าการกลั่นเฉลี่ย 5 ปีย้อนหลังที่ 2.43 บาท มาเป็นเกณฑ์ในการพิจารณา เพื่อดึงส่วนต่างนี้กลับมาชดเชยให้ประชาชน โดยได้เรียกโรงกลั่นหารือเพื่อหาจุดสมดุลแล้ว และได้รับความร่วมมือเบื้องต้นจาก ปตท. และบางจาก ซึ่งคาดว่าจะนำเรื่องเข้าที่ประชุมเพื่อสรุปตัวเลขได้ในวันจันทร์นี้ ก่อนจะพิจารณารูปแบบการช่วยเหลือต่อไปว่าจะเป็นการลดราคาให้ทันที หรือช่วยเหลือแบบพุ่งเป้า เช่น กลุ่มเปราะบาง กลุ่มขนส่ง ทั้งนี้ตัวเลข Windfall ในแต่ละเดือนมีความแตกต่างกัน
ปลัดพลังงานกล่าวเสริมว่า "วิกฤตการณ์ครั้งนี้ถือว่ารุนแรงมากในประวัติศาสตร์ ทุกฝ่ายต้องร่วมมือกัน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน โรงกลั่น ผู้ค้าน้ำมัน ผู้ประกอบการ และประชาชน กระทรวงพลังงาน พยายามอย่างเต็มที่ในการหาจุดสมดุลเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประชาชนเป็นสำคัญ โดยเฉพาะการดึงกำไรส่วนเกิน หรือ Windfall มาช่วยแบ่งเบาภาระ ซึ่งเชื่อมั่นว่าโรงกลั่นที่มีผู้ถือหุ้นเป็นคนไทยจะให้ความร่วมมือ เพราะนี่คือเวลาที่ต้องช่วยคนไทยด้วยกัน เพื่อฝ่าฟันวิกฤตที่หนักหน่วงนี้ไปด้วยกันให้ได้"



