กระทรวงพาณิชย์เปิดเผยดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไป (CPI) ของไทยในเดือนพฤษภาคม 2567 อยู่ที่ 108.64 โดยเพิ่มขึ้น 1.54% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งเป็นการขยายตัวต่ำสุดในรอบ 11 เดือน นับตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2566 ที่เงินเฟ้ออยู่ที่ 0.23%
ปัจจัยหลักที่ทำให้เงินเฟ้อชะลอตัว
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) ระบุว่า ปัจจัยสำคัญที่ทำให้เงินเฟ้อทั่วไปชะลอตัวลงมาจากเดือนก่อนหน้า (เม.ย. 67 ที่ขยายตัว 1.19%) ได้แก่ มาตรการลดค่าไฟฟ้าของรัฐบาลที่ช่วยลดค่าครองชีพ โดยค่าไฟฟ้าลดลง 17.96% เมื่อเทียบกับปีก่อน และราคาน้ำมันดีเซลที่ปรับลดลงจากการลดภาษีสรรพสามิต ส่งผลให้ราคาน้ำมันดีเซลลดลง 2.46%
นอกจากนี้ ราคาสินค้าในกลุ่มอาหารสดก็ปรับตัวลดลง โดยเฉพาะข้าวสารเจ้า เนื้อหมู เนื้อไก่ และผลไม้บางชนิด เนื่องจากผลผลิตออกสู่ตลาดมาก จากสภาพอากาศที่เอื้ออำนวย อย่างไรก็ตาม ราคาสินค้าในกลุ่มพลังงานยังคงสูงขึ้น โดยเฉพาะน้ำมันเบนซินที่ปรับขึ้นตามราคาตลาดโลก
เงินเฟ้อพื้นฐานและแนวโน้ม
ดัชนีราคาผู้บริโภคพื้นฐาน (Core CPI) ซึ่งไม่รวมหมวดอาหารสดและพลังงาน ในเดือนพฤษภาคม 2567 อยู่ที่ 107.27 เพิ่มขึ้น 0.39% เมื่อเทียบกับปีก่อน ซึ่งขยายตัวในอัตราที่ชะลอลงจากเดือนเมษายนที่เพิ่มขึ้น 0.41% สะท้อนว่าแรงกดดันด้านราคาสินค้าพื้นฐานยังอยู่ในระดับต่ำ
นายพูนพงษ์คาดว่าเงินเฟ้อทั่วไปในเดือนมิถุนายนมีแนวโน้มใกล้เคียงกับเดือนพฤษภาคม เนื่องจากฐานราคาในปีก่อนยังสูง และมาตรการลดค่าไฟฟ้าที่จะสิ้นสุดในเดือนสิงหาคม 2567 ขณะที่ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกเริ่มปรับลดลง อย่างไรก็ตาม ต้องติดตามปัจจัยเสี่ยงจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์และสภาพอากาศที่อาจกระทบต่อผลผลิตทางการเกษตร
ผลกระทบต่อเศรษฐกิจ
เงินเฟ้อที่ชะลอตัวลงช่วยลดภาระค่าครองชีพของประชาชน แต่ก็สะท้อนถึงกำลังซื้อที่ยังฟื้นตัวไม่เต็มที่ โดยยอดค้าปลีกในเดือนเมษายนขยายตัวเพียง 2.3% เมื่อเทียบกับปีก่อน ขณะที่การส่งออกฟื้นตัวช้า กระทรวงพาณิชย์คงประมาณการเงินเฟ้อทั่วไปปี 2567 ที่ 0.7-1.7% โดยมีค่ากลาง 1.2% ซึ่งสอดคล้องกับกรอบเป้าหมายของธนาคารแห่งประเทศไทยที่ 1-3%
ด้านนักเศรษฐศาสตร์เห็นว่าเงินเฟ้อที่ต่ำเปิดโอกาสให้ธนาคารกลางสามารถคงนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายต่อไป ซึ่งจะช่วยสนับสนุนการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ แต่ต้องระวังความเสี่ยงจากเงินเฟ้อที่ต่ำเกินไปอาจกระทบต่อการบริโภคและการลงทุนในระยะยาว



