สหรัฐฯ กำลังเผชิญกับแรงกดดันด้านค่าครองชีพรอบใหม่ หลังจากสำนักงานสถิติแรงงานสหรัฐ (BLS) รายงานว่า ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) เดือนพฤษภาคม 2569 เพิ่มขึ้นร้อยละ 4.2 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 3 ปี และเร่งตัวขึ้นจากร้อยละ 3.8 ในเดือนเมษายน สะท้อนถึงผลกระทบจากราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้นอันเนื่องมาจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง
รายละเอียดของเงินเฟ้อ
รายงานระบุว่า อัตราเงินเฟ้อรายเดือนเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.5 โดยหมวดพลังงานเป็นปัจจัยหลักที่ผลักดันตัวเลขดังกล่าว คิดเป็นสัดส่วนถึงร้อยละ 60 ของการเพิ่มขึ้นทั้งหมด หลังสงครามระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่าน ส่งผลให้ตลาดน้ำมันโลกเผชิญความผันผวนและราคาพลังงานปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าราคาอาหารและสินค้าอุปโภคบริโภคจะยังคงเพิ่มขึ้น แต่เริ่มชะลอตัวลงเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า โดยราคาอาหารเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.2 และราคาสินค้าในร้านค้าปลีกเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.1 ซึ่งบ่งชี้ว่าแรงกดดันเงินเฟ้อส่วนใหญ่ยังคงกระจุกตัวอยู่ในหมวดพลังงานมากกว่าการกระจายไปทั่วทั้งระบบเศรษฐกิจ
เงินเฟ้อพื้นฐาน
ขณะเดียวกัน ดัชนีเงินเฟ้อพื้นฐานซึ่งไม่รวมหมวดอาหารและพลังงาน เพิ่มขึ้นเพียงร้อยละ 0.2 จากเดือนก่อนหน้า ส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานรายปีอยู่ที่ร้อยละ 2.9 ต่ำกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ อย่างไรก็ตาม ตัวเลขเงินเฟ้อทั่วไปที่ยังคงอยู่ในระดับสูงทำให้นักลงทุนเริ่มประเมินว่า ธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) อาจยังไม่สามารถปรับลดอัตราดอกเบี้ยได้ในระยะใกล้ และมีความเป็นไปได้ที่จะคงดอกเบี้ยในระดับสูงต่อไป
ผลกระทบต่อตลาดทองคำ
นอกจากผลกระทบต่อเศรษฐกิจและค่าครองชีพแล้ว ตัวเลขเงินเฟ้อที่เร่งตัวขึ้นยังส่งผลต่อทิศทางตลาดทองคำโลกด้วย โดยนักวิเคราะห์มองว่า ความกังวลต่อเงินเฟ้อ ประกอบกับความไม่แน่นอนจากสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลาง ได้กระตุ้นให้นักลงทุนบางส่วนหันเข้าถือครองทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย ส่งผลให้ราคาทองคำได้รับแรงหนุนจากความต้องการป้องกันความเสี่ยง อย่างไรก็ตาม ปัจจัยดังกล่าวยังต้องเผชิญแรงกดดันจากแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐฯ เนื่องจากหาก Fed ตัดสินใจคงดอกเบี้ยสูงเป็นเวลานาน หรือส่งสัญญาณปรับขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มเติมเพื่อต่อสู้กับเงินเฟ้อ อาจส่งผลให้ค่าเงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้น และจำกัดการปรับตัวขึ้นของราคาทองคำในระยะต่อไป
แนวโน้มเงินเฟ้อและผลกระทบต่อแรงงาน
นักเศรษฐศาสตร์หลายสำนักประเมินว่า แม้เงินเฟ้อรอบนี้จะยังไม่รุนแรงเท่าปี 2565 ที่เคยพุ่งแตะร้อยละ 9.1 สูงสุดในรอบกว่า 40 ปี แต่แนวโน้มในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมาเป็นการเร่งตัวเร็วที่สุดนับตั้งแต่กลางปี 2565 และมีโอกาสที่อัตราเงินเฟ้อจะขยับขึ้นสู่ระดับร้อยละ 4.5-5 ภายในปีนี้ หากราคาพลังงานยังคงอยู่ในระดับสูง อีกหนึ่งสัญญาณที่น่ากังวลคือ รายได้ที่แท้จริงของแรงงานสหรัฐฯ หลังหักผลกระทบจากเงินเฟ้อ ลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 2 โดยหดตัวร้อยละ 0.7 ในเดือนพฤษภาคม จากเดิมที่ลดลงร้อยละ 0.3 ในเดือนเมษายน สะท้อนว่าการเพิ่มขึ้นของค่าจ้างยังไม่สามารถไล่ทันการปรับขึ้นของราคาสินค้าและบริการ ซึ่งอาจกระทบต่อกำลังซื้อและการใช้จ่ายของครัวเรือนอเมริกันในระยะข้างหน้า
ปัจจัยที่ต้องจับตา
ทั้งนี้ นักลงทุนทั่วโลกยังคงจับตาพัฒนาการของสงครามในตะวันออกกลาง ทิศทางราคาน้ำมัน และการประชุม Fed ครั้งต่อไปอย่างใกล้ชิด เนื่องจากทั้งสามปัจจัยจะเป็นตัวกำหนดทิศทางเศรษฐกิจโลก ค่าเงินดอลลาร์ และราคาทองคำในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 อย่างมีนัยสำคัญ



