เที่ยวไทย ONE DAY TRIP อิ่มใจ ชุมชนกุฎีจีน ชุมชนเล็กริมเจ้าพระยา
เที่ยวไทย ONE DAY TRIP อิ่มใจ ชุมชนกุฎีจีน ชุมชนเล็ก

บางทีวันหยุดพักผ่อน เราก็ไม่ได้อยากเดินทางไปที่ไหนไกล ไม่ได้ต้องการขึ้นเขา ไปทะเล หรือเข้าไปในห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ เพียงแค่อยากหาสถานที่ที่ "เดินแล้วใจเย็นลง" "ชุมชนกุฎีจีน" คือคำตอบที่ทำให้หัวใจและเวลาเดินช้าลง ชุมชนเล็กๆ แห่งนี้ตั้งอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา เต็มไปด้วยวัดไทย ศาลเจ้าจีน โบสถ์คริสต์ และบ้านเก่าอายุกว่าร้อยปี ที่อยู่ร่วมกันอย่างเงียบสงบและลงตัว ราวกับว่าเวลาที่นี่เดินช้ากว่าที่อื่นสักนิด

วัดกัลยาณมิตร และหลวงพ่อโต

เราเริ่มต้นการเดินทางที่วัดกัลยาณมิตร วัดเก่าแก่สมัยรัชกาลที่ 3 สร้างขึ้นโดยเจ้าพระยานิกรบดินทร์ หรือ "โต กัลยาณมิตร" ผู้ถวายที่ดินเพื่อสร้างวัด จนกลายเป็นที่มาของชื่อวัด ผู้คนส่วนใหญ่มักมากราบไหว้ขอพร "หลวงพ่อโต" พระพุทธรูปองค์ใหญ่ที่ชาวจีนเรียกว่า "ซำปอกง" เชื่อกันว่าท่านให้พรเรื่องความสำเร็จ การเดินทาง และความร่มเย็นในชีวิต สิ่งที่ชอบที่สุดของที่นี่ไม่ใช่แค่การไหว้พระ แต่คือ "วิวริมแม่น้ำเจ้าพระยา" แม่น้ำตอนเช้าให้ความรู้สึกเหมือนกรุงเทพฯ กำลังหายใจช้าๆ เรือด่วนค่อยๆ แล่นผ่าน ลมแม่น้ำพัดเอากลิ่นอาหารเช้าจากชุมชนลอยมาเบาๆ

ศาลเจ้าเกียงอันเกง

จากนั้นเราเดินต่อไปยัง "ศาลเจ้าเกียงอันเกง" ศาลเจ้าจีนเก่าแก่ริมแม่น้ำที่สร้างขึ้นในสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ โดยชาวจีนฮกเกี้ยนที่อพยพเข้ามาค้าขายและตั้งรกรากอยู่แถวนี้ สถาปัตยกรรมของศาลเจ้ายังเป็นแบบจีนดั้งเดิม ทั้งหลังคาไม้ แผ่นหินแกะสลัก และลวดลายมังกรที่ยังคงสภาพสวยงามมาก ด้านในเงียบสงบ มีกลิ่นธูปลอยตามลมมาจางๆ แสงแดดลอดผ่านหน้าต่างไม้ และเสียงคนพูดภาษาจีนปนไทยบางเบาๆ คนแถวนี้มีความเชื่อว่า ถ้ามาไหว้ครบตามจุด แล้วออกมาสั่นระฆังหน้าศาลเจ้าข้างละ 3 ครั้ง จะช่วยเรียกพลังดีๆ และความเป็นสิริมงคลเข้ามาในชีวิต

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว
แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

โบสถ์ซางตาครู้ส

เดินต่อไปอีกนิดก็จะเจอกับโบสถ์ซางตาครู้ส โบสถ์คริสต์นิกายโรมันคาทอลิกอายุกว่า 250 ปี ที่ถือเป็นหัวใจของชุมชนโปรตุเกสในอดีต ตัวโบสถ์สีขาวตัดแดงโดดเด่นมาก มองไกลๆ คล้ายภาพยุโรปเล็กๆ ที่หลุดมาอยู่กลางฝั่งธนบุรี

ชุมชนกุฎีจีน วัฒนธรรมผสมไทย จีน คริสต์

ระหว่างเดินในย่านนี้ เราจะเริ่มสังเกตว่า กุฎีจีนไม่ใช่แค่ "สถานที่ท่องเที่ยว" แต่มันคือพื้นที่ที่หลายวัฒนธรรมค่อยๆ หลอมรวมกัน ใกล้ๆ กันยังมี "บ้านคุณพระประกอบ" บ้านไม้เก่า 2 ชั้นที่ยังคงสถาปัตยกรรมแบบดั้งเดิมเอาไว้ได้อย่างสวยงาม แค่ยืนมองหน้าต่างไม้ ระเบียง และผนังเก่าๆ ก็เหมือนได้ย้อนเวลากลับไปในกรุงเทพฯ ยุคก่อน หลังเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 2 ชาวโปรตุเกสที่เคยช่วยราชสำนักสยาม ได้รับพระราชทานที่ดินบริเวณนี้ให้ตั้งถิ่นฐาน จนเกิดเป็น "ชุมชนกุฎีจีน" ที่ผสมทั้งไทย จีน และคริสต์ตะวันตกเข้าด้วยกัน

พิพิธภัณฑ์บ้านกุฎีจีน

เมื่อเดินเข้าซอยข้างโบสถ์ เราก็เข้าสู่ "ชุมชนกุฎีจีน" แบบเต็มตัว ที่นี่มีทั้งบ้านไม้เก่า ร้านขนม พิพิธภัณฑ์เล็กๆ และกลิ่นอาหารที่ลอยมาตลอดทาง หนึ่งในจุดที่ควรแวะมากๆ คือ "พิพิธภัณฑ์บ้านกุฎีจีน" พิพิธภัณฑ์เล็กๆ ที่เล่าเรื่องราวของชุมชนผ่านภาพถ่ายเก่า ข้าวของเครื่องใช้ สูตรขนม และวิถีชีวิตของลูกหลานชาวโปรตุเกสในสยาม ข้างในไม่ได้หรูหราแบบพิพิธภัณฑ์ใหญ่โต แต่ให้ความรู้สึกเหมือนเดินเข้าไปฟังคุณตาคุณยายเล่าเรื่องสมัยก่อนมากกว่า เราจะได้รู้ว่า "ขนมฝรั่งกุฎีจีน" เกิดขึ้นได้อย่างไร คนในชุมชนใช้ชีวิตกันแบบไหน และทำไมชุมชนแห่งนี้ถึงยังคงเอกลักษณ์ไว้ได้ แม้เวลาจะผ่านมาหลายร้อยปี

ขนมฝรั่งกุฎีจีน

หนึ่งในของขึ้นชื่อที่สุดของย่านนี้คือ "ขนมฝรั่งกุฎีจีน" เราแวะที่ร้านขนมฝรั่ง มีร้านเก่าแก่หลายร้านที่ยังใช้สูตรดั้งเดิมส่งต่อกันมาหลายรุ่น ขนมหน้าตาธรรมดามาก แต่พอกัดเข้าไปกลับรู้สึกเหมือนได้กินความทรงจำบางอย่าง เนื้อขนมฟูนุ่ม ด้านบนมีลูกเกด ฟักเชื่อม และน้ำตาลกรุบๆ มันไม่หวือหวาแต่มีเสน่ห์แบบเดียวกับย่านนี้เลย

วาดภาพฮีลใจที่คาเฟ่

ระหว่างทางยังมีคาเฟ่น่ารักซ่อนอยู่เต็มไปหมด เราแวะ CAF KUDEEJEEN ร้านหนึ่งวิวดีริมแม่น้ำเจ้าพระยาเหมาะกับนั่งพักผ่อน เม้าท์มอย และวาดรูป นั่งจิบกาแฟ เครื่องดื่มเย็นๆ แล้วมองเรือแล่นผ่าน วาดภาพฮีลใจ บางที…ความสุขของการเดินทาง อาจไม่ใช่การไปให้ไกลที่สุด อาจเป็นแค่การได้เดินช้าๆ ในย่านเก่าๆ กินของอร่อย ฟังเรื่องเล่าของผู้คน แล้วปล่อยให้หัวใจได้พักบ้าง "ชุมชนกุฎีจีน" เป็นแบบนั้น ไม่หวือหวา ไม่รีบเร่ง เดินจบวันแล้ว...กลับรู้สึกว่า "วันนี้ใจเราอิ่มดีจัง"