ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้อนุมัติใบอนุญาตประกอบธุรกิจธนาคารไร้สาขา (Virtual Bank) ให้แก่ 3 กลุ่มผู้ประกอบการ ได้แก่ กลุ่มพันธมิตรธนาคารกรุงไทย (KTB) ร่วมกับบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) (ADVANC) และบริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) (OR), บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) (SCB X) ซึ่งร่วมมือกับ KakaoBank และ WeBank จากเกาหลีใต้และจีนตามลำดับ และบริษัท เอซีเอ็ม โฮลดิ้ง จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของกลุ่มเจริญโภคภัณฑ์ (CP Group) ร่วมกับบริษัทหลักทรัพย์ เกียรตินาคินภัทร (KKPS) โดยทั้งสามกลุ่มมีแผนเปิดให้บริการภายในปี 2569
กำหนดการเปิดให้บริการ Virtual Bank ในไทย
กลุ่มที่นำโดย KTB มีกำหนดเปิดให้บริการภายใต้ชื่อ Clicx Bank ในเดือนมิถุนายน 2569 ขณะที่ ACM และ SCB X มีแผนเริ่มดำเนินงานภายในสิ้นปี 2569 การเปลี่ยนผ่านจากช่วงการออกใบอนุญาตสู่การดำเนินธุรกิจจริงต้องเผชิญกับกรอบกำกับดูแลที่เข้มงวด ซึ่งรวมถึงมาตรฐานการกำกับดูแลในระดับเดียวกับธนาคารพาณิชย์ ข้อกำหนดเงินทุนขั้นต่ำ และการกำกับดูแลอย่างใกล้ชิดในช่วงเริ่มต้น ส่งผลให้การเติบโตของสินเชื่อและการขยายฐานลูกค้าเป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป
แนวโน้มขาดทุนในช่วงเริ่มต้นธุรกิจ
บริษัทหลักทรัพย์ เกียรตินาคินภัทร (KKPS) คาดว่า Virtual Bank ในประเทศไทยจะเผชิญกับภาวะขาดทุนในช่วงเริ่มต้นของการดำเนินธุรกิจ เช่นเดียวกับที่เกิดขึ้นในหลายประเทศทั่วโลก โดยขนาดและระยะเวลาของการขาดทุนขึ้นอยู่กับปัจจัยสำคัญ ได้แก่ ความสามารถในการเชื่อมโยงกับ ecosystem การควบคุมต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ ประสิทธิภาพในการระดมเงินทุน และคุณภาพของระบบวิเคราะห์สินเชื่อที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล (data-driven underwriting)
จากข้อมูลของ Virtual Bank ในต่างประเทศที่มีอัตราผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (ROE) เฉลี่ยปีแรกประมาณ -29% KKPS ประเมินว่าผลขาดทุนจากธุรกิจ Virtual Bank จะส่งผลกระทบต่อกำไรของบริษัทแม่ในปี 2569 เพียงประมาณ 1-3% เท่านั้น ผู้ประกอบการจะให้ความสำคัญในระยะแรกกับการเตรียมความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐาน การบริหารความเสี่ยง และการปฏิบัติตามกฎระเบียบ ส่งผลให้การขยายธุรกิจเป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป
เปรียบเทียบกับต่างประเทศ: ปัจจัยสู่ความสำเร็จ
การศึกษา Virtual Bank ใน 5 ตลาดสำคัญทั่วโลก ได้แก่ สหรัฐอเมริกา (Ally Financial, Varo Bank), สหราชอาณาจักร (Starling Bank, Monzo, Revolut), บราซิล (Nubank, Inter), จีน (WeBank, MYbank) และเกาหลีใต้ (KakaoBank, K Bank, Toss Bank) พบว่าผู้เล่นที่ประสบความสำเร็จมักมีลักษณะร่วมกัน 2 ประการ คือ ได้รับประโยชน์จากกรอบกำกับดูแลที่เอื้อต่อการดำเนินธุรกิจ และมีความสามารถในการต่อยอดจากธุรกิจเดิมหรือฐานลูกค้าเดิม แก้ไขปัญหาหรือความต้องการของลูกค้าได้ตรงจุด และขยายธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ
สำหรับประเทศไทย กรอบกำกับดูแลที่เข้มงวดมีแนวโน้มจะจำกัดการขยายตัวของสินทรัพย์และการรับความเสี่ยงในช่วงเริ่มต้น แม้จะช่วยลดความเสี่ยงต่อความล้มเหลวของธุรกิจ แต่ก็อาจทำให้ระยะเวลาสู่การทำกำไรยาวนานขึ้น การเติบโตของ Virtual Bank ในไทยจะต้องอาศัยความมีวินัยในการดำเนินธุรกิจและความสามารถในการบริหารจัดการมากกว่าการแข่งขันผ่านการปล่อยสินเชื่อเชิงรุกหรือการตัดราคาผลิตภัณฑ์ทางการเงิน
จุดเริ่มต้นที่แตกต่างกันของผู้ได้รับใบอนุญาต 3 เจ้า
ผู้ได้รับใบอนุญาตแต่ละรายมีข้อได้เปรียบเชิงโครงสร้างที่แตกต่างกัน ซึ่งจะส่งผลต่อระดับการขาดทุนในช่วงเริ่มต้นและเส้นทางการเติบโตของธุรกิจ กลุ่มที่ขับเคลื่อนด้วย ecosystem (ACM) มีแพลตฟอร์มที่ผสานบริการทางการเงินไว้ในระบบนิเวศธุรกิจอยู่แล้ว มีฐานผู้ใช้งานขนาดใหญ่ที่สามารถต่อยอดได้ทันที กลุ่มที่มีธนาคารเป็นผู้สนับสนุน (KTB และ SCB X) มีความคุ้นเคยกับกฎระเบียบทางการเงิน มีฐานเงินทุนและความแข็งแกร่งด้านงบดุลมากกว่า
สำหรับ KTB คาดว่าจะใช้ข้อมูลจาก ADVANC และ OR เพื่อพัฒนาระบบประเมินเครดิตทางเลือก (alternative credit scoring) ที่สามารถวิเคราะห์ความน่าเชื่อถือของลูกค้าได้มากกว่าข้อมูลทางการเงินแบบดั้งเดิม ส่วน SCB X จะเน้นกลยุทธ์การปล่อยสินเชื่อดิจิทัลต้นทุนต่ำโดยใช้ AI เป็นตัวขับเคลื่อน ผ่านการผสานศักยภาพด้านดิจิทัลที่มีอยู่เข้ากับความเชี่ยวชาญของ KakaoBank และ WeBank
เส้นทางการขาดทุนและการดำเนินงานภายใต้ข้อจำกัดด้านกฎระเบียบ
ในระยะสั้น ช่วงแรกจะเผชิญภาวะขาดทุน แต่ในระยะยาว ผลลัพธ์ของผู้ประกอบการแต่ละรายมีแนวโน้มแตกต่างกันมากขึ้น โดย Upside จะมาจากความสามารถในการสร้างรายได้จาก ecosystem และการต่อยอดฐานลูกค้าได้สำเร็จ Downside Risk จะมาจากภาระต้นทุนที่สูง ความสามารถในการขยายธุรกิจที่ถูกจำกัด และการยอมรับของลูกค้าที่ช้ากว่าคาดการณ์ไว้
สรุปแล้ว แม้ Virtual Bank ในประเทศไทยจะมีศักยภาพในการเปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรมการเงิน แต่ภายใต้กรอบกำกับดูแลที่เข้มงวด ความสำเร็จจะขึ้นอยู่กับความสามารถในการดำเนินงาน การใช้ข้อมูล และการสร้างคุณค่าจาก ecosystem มากกว่าการเติบโตเชิงรุกในช่วงเริ่มต้น



