ศูนย์วิจัย Krungthai COMPASS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยผลสำรวจความกังวลของประชาชนไทยในปี 2568 พบว่าประชาชนกังวลเรื่องหนี้ครัวเรือนมากที่สุด โดยมีสัดส่วนสูงถึง 65.2% รองลงมาคือค่าครองชีพ 54.3% รายได้ไม่พอใช้ 48.7% เศรษฐกิจชะลอตัว 45.1% และการว่างงาน 32.6%
หนี้ครัวเรือนพุ่งสูงสุดเป็นอันดับหนึ่ง
ผลสำรวจดังกล่าวชี้ให้เห็นว่าหนี้ครัวเรือนยังคงเป็นปัญหาใหญ่ที่ประชาชนให้ความสำคัญมากที่สุด แม้รัฐบาลจะพยายามแก้ไขปัญหาหนี้สินผ่านมาตรการต่างๆ แต่สถานการณ์หนี้ครัวเรือนของไทยยังอยู่ในระดับสูง โดยเฉพาะหนี้บัตรเครดิตและหนี้ส่วนบุคคลที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง
ดร.พชรพจน์ นันทรามาศ ผู้อำนวยการฝ่ายอาวุโส Krungthai COMPASS กล่าวว่า "ผลสำรวจสะท้อนให้เห็นว่าประชาชนยังคงมีความกังวลเกี่ยวกับภาระหนี้สินที่สูงขึ้น ซึ่งเป็นผลมาจากรายได้ที่ไม่เพียงพอต่อการใช้จ่าย โดยเฉพาะในกลุ่มผู้มีรายได้น้อยและกลุ่มคนชั้นกลาง"
ค่าครองชีพและรายได้ไม่พอใช้เป็นปัญหาควบคู่
นอกจากหนี้ครัวเรือนแล้ว ค่าครองชีพที่สูงขึ้นเป็นปัจจัยกดดันให้ประชาชนกังวลเป็นอันดับสอง โดยสัดส่วนผู้กังวลอยู่ที่ 54.3% ขณะที่รายได้ไม่พอใช้อยู่ในอันดับสามที่ 48.7% สะท้อนว่าค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้นโดยเฉพาะราคาอาหารและพลังงาน ส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อของประชาชน
นายวชิรวัฒน์ ตั้งเจริญ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย กล่าวเสริมว่า "แนวโน้มค่าครองชีพที่สูงขึ้นจากปัจจัยด้านราคาพลังงานและสินค้าเกษตร ทำให้ประชาชนต้องปรับตัวในการใช้จ่ายมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มผู้มีรายได้ประจำที่ต้องเผชิญกับรายได้ที่เพิ่มขึ้นไม่ทันกับค่าครองชีพ"
เศรษฐกิจชะลอตัวและการว่างงานยังน่ากังวล
ความกังวลเกี่ยวกับเศรษฐกิจชะลอตัวมีสัดส่วน 45.1% ขณะที่การว่างงานอยู่ที่ 32.6% สะท้อนถึงความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจที่ยังคงมีอยู่ โดยเฉพาะจากปัจจัยภายนอก เช่น ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ และการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก
ผลสำรวจยังพบว่าประชาชนในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑลมีความกังวลเรื่องค่าครองชีพและรายได้ไม่พอใช้มากกว่าภูมิภาคอื่น ขณะที่ประชาชนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีความกังวลเรื่องหนี้ครัวเรือนมากที่สุด
ข้อเสนอแนะจาก Krungthai COMPASS
ศูนย์วิจัย Krungthai COMPASS เสนอแนะให้ภาครัฐเร่งดำเนินมาตรการแก้ไขหนี้ครัวเรือนอย่างจริงจัง เช่น การปรับโครงสร้างหนี้ การส่งเสริมการออม และการเพิ่มทักษะอาชีพเพื่อให้ประชาชนมีรายได้ที่มั่นคงขึ้น รวมถึงการควบคุมราคาสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็น
นอกจากนี้ ควรส่งเสริมการลงทุนและการจ้างงานเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในกลุ่ม SMEs ซึ่งเป็นแหล่งจ้างงานหลักของประเทศ เพื่อลดความกังวลเรื่องการว่างงานและเศรษฐกิจชะลอตัว



