ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เตรียมออกมาตรการควบคุมสินเชื่อบัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคลอย่างเข้มงวด เพื่อแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูงถึง 90% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) โดยมาตรการดังกล่าวจะมีผลบังคับใช้ในปี 2569
รายละเอียดมาตรการคุมสินเชื่อ
นายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการ ธปท. เปิดเผยว่า มาตรการใหม่นี้จะเน้นการควบคุมการปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงิน โดยเฉพาะสินเชื่อบัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคลที่ไม่มีหลักประกัน โดยกำหนดให้ผู้กู้ต้องมีรายได้ขั้นต่ำที่แน่นอน และจำกัดวงเงินสินเชื่อไม่เกิน 5 เท่าของรายได้ต่อเดือน นอกจากนี้ ยังกำหนดให้สถาบันการเงินต้องตรวจสอบความสามารถในการชำระหนี้ของผู้กู้อย่างละเอียดมากขึ้น
“เราต้องการให้ประชาชนมีวินัยทางการเงิน และลดความเสี่ยงที่เกิดจากการก่อหนี้เกินตัว ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของปัญหาหนี้ครัวเรือนที่เรื้อรังมานาน” นายเศรษฐพุฒิ กล่าว
สถานการณ์หนี้ครัวเรือนไทย
ข้อมูลจาก ธปท. ระบุว่า หนี้ครัวเรือนไทยในปัจจุบันสูงถึง 16.2 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็น 90.6% ของ GDP ซึ่งเป็นระดับที่สูงเป็นอันดับต้น ๆ ในเอเชีย โดยสินเชื่อบัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคลมีสัดส่วนประมาณ 20% ของหนี้ครัวเรือนทั้งหมด หรือประมาณ 3.2 ล้านล้านบาท
นางสาวสุวรรณี เจษฎาศักดิ์ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายการเงิน ธปท. กล่าวเสริมว่า “หนี้ครัวเรือนที่สูงส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโดยรวม เพราะประชาชนมีภาระหนี้มากจนไม่สามารถจับจ่ายใช้สอยได้ ส่งผลให้การบริโภคภายในประเทศชะลอตัว”
ผลกระทบต่อผู้บริโภคและสถาบันการเงิน
มาตรการดังกล่าวจะส่งผลให้ผู้บริโภคที่มีรายได้น้อยหรือไม่มีประวัติการชำระหนี้ที่ดีอาจเข้าถึงสินเชื่อได้ยากขึ้น ขณะที่สถาบันการเงินต้องปรับตัวในการประเมินความเสี่ยงและการปล่อยสินเชื่ออย่างรัดกุมมากขึ้น
นายกฤษฎา จีนะวิจารณะ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ธนาคารต้องปรับระบบการอนุมัติสินเชื่อให้สอดคล้องกับมาตรการใหม่ ซึ่งอาจทำให้ต้นทุนในการดำเนินงานเพิ่มขึ้นในระยะสั้น แต่ในระยะยาวจะช่วยลดความเสี่ยงด้านเครดิต”
แนวทางแก้ไขหนี้ครัวเรือนระยะยาว
นอกจากการควบคุมสินเชื่อแล้ว ธปท. ยังมีแผนส่งเสริมการออมและการให้ความรู้ทางการเงินแก่ประชาชน โดยร่วมมือกับกระทรวงศึกษาธิการในการบรรจุวิชาการเงินขั้นพื้นฐานในหลักสูตรการเรียนการสอน
“การแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนเอง การมีวินัยทางการเงินและการใช้จ่ายอย่างมีสติเป็นสิ่งสำคัญ” นายเศรษฐพุฒิ กล่าวทิ้งท้าย



