คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ในการประชุมครั้งที่ 4 ของปี 2567 เมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2567 มีมติเป็นเอกฉันท์ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 2.50% ต่อปี โดยเป็นการคงดอกเบี้ยติดต่อกันเป็นครั้งที่ 3 หลังจากปรับขึ้นดอกเบี้ยมาแล้ว 8 ครั้งติดต่อกันนับตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2565 สู่ระดับสูงสุดในรอบกว่า 10 ปี
เหตุผลที่ กนง. คงดอกเบี้ยนโยบาย
นางสาวธัญญนิตย์ นิยมการ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายการเงิน ในฐานะเลขานุการ กนง. เปิดเผยว่า เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวชะลอลงจากที่คาดไว้ โดยเฉพาะการส่งออกและภาคการผลิตที่ได้รับผลกระทบจากอุปสงค์โลกที่อ่อนแอ ขณะที่การบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนยังขยายตัวได้อย่างต่อเนื่อง แต่ชะลอลงบ้าง ด้านอัตราเงินเฟ้อทั่วไปกลับเข้าสู่กรอบเป้าหมายแล้ว แต่ยังอยู่ในระดับต่ำ สะท้อนจากเงินเฟ้อทั่วไปในเดือนพฤษภาคม 2567 อยู่ที่ 1.54% ต่ำกว่ากรอบล่างของเป้าหมายที่ 1% ถึง 3%
นางสาวธัญญนิตย์กล่าวว่า “คณะกรรมการฯ ประเมินว่า อัตราดอกเบี้ยนโยบายปัจจุบันอยู่ในระดับที่สอดคล้องกับแนวโน้มเศรษฐกิจและเงินเฟ้อ จึงเห็นควรให้คงดอกเบี้ยไว้เพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน”
การปรับลดประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2567
กนง. ได้ปรับลดประมาณการอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (GDP) ของไทยในปี 2567 ลงจาก 2.7% เหลือ 2.6% โดยมีปัจจัยหลักจากการส่งออกที่ขยายตัวต่ำกว่าคาด อย่างไรก็ตาม คาดว่าการท่องเที่ยวจะยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ โดยคาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติ 35.5 ล้านคน เพิ่มขึ้นจาก 28 ล้านคนในปี 2566
สำหรับปี 2568 กนง. คาดว่า GDP จะขยายตัว 3.0% โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากการฟื้นตัวของอุปสงค์ในประเทศและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ
แนวโน้มอัตราเงินเฟ้อและดอกเบี้ย
กนง. คาดว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไปในปี 2567 จะอยู่ที่ 1.1% ต่ำกว่ากรอบล่างของเป้าหมายเล็กน้อย ก่อนที่จะเพิ่มขึ้นเป็น 1.4% ในปี 2568 เนื่องจากราคาพลังงานและอาหารที่ปรับตัวสูงขึ้น ขณะที่เงินเฟ้อพื้นฐานคาดว่าจะอยู่ที่ 1.2% ในปี 2567
นางสาวธัญญนิตย์กล่าวว่า “คณะกรรมการฯ พร้อมที่จะปรับเปลี่ยนนโยบายการเงินหากแนวโน้มเศรษฐกิจและเงินเฟ้อเปลี่ยนแปลงไปอย่างมีนัยสำคัญ” โดยนัยยะคือ กนง. ยังคงเปิดช่องให้ปรับลดดอกเบี้ยในอนาคตหากเศรษฐกิจชะลอตัวรุนแรงกว่าคาด
ผลกระทบต่อค่าเงินบาทและตลาดการเงิน
ภายหลังการประกาศคงดอกเบี้ย ค่าเงินบาทอ่อนค่าลงเล็กน้อยมาอยู่ที่ระดับ 36.80 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ตลาดหุ้นไทยปรับตัวลดลง 0.3% โดยนักลงทุนยังคงกังวลเกี่ยวกับแนวโน้มเศรษฐกิจที่ชะลอตัว
นักวิเคราะห์จากบริษัทหลักทรัพย์ ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) ระบุว่า การคงดอกเบี้ยของ กนง. สอดคล้องกับที่ตลาดคาดการณ์ไว้ และมองว่า กนง. อาจคงดอกเบี้ยต่อเนื่องไปจนถึงสิ้นปี 2567 ก่อนที่จะเริ่มปรับลดดอกเบี้ยในปี 2568 ตามทิศทางธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด)
มุมมองต่อนโยบายการเงินของไทย
การคงดอกเบี้ยนโยบายของไทยแตกต่างจากธนาคารกลางหลายประเทศที่เริ่มปรับลดดอกเบี้ยแล้ว เช่น ธนาคารกลางยุโรป (ECB) ที่ปรับลดดอกเบี้ยลง 0.25% เมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 2567 ขณะที่เฟดยังคงดอกเบี้ยไว้ที่ระดับ 5.25-5.50% ในการประชุมล่าสุด
อย่างไรก็ตาม กนง. ยังคงเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการรักษาเสถียรภาพด้านราคาและการฟื้นตัวอย่างยั่งยืน โดยมองว่าการปรับลดดอกเบี้ยก่อนเวลาอันควรอาจส่งผลให้เกิดความไม่สมดุลทางการเงินในระยะยาว



