คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติเอกฉันท์ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 2.50% ต่อปี ในการประชุมครั้งล่าสุดเมื่อวันที่ 10 เมษายน 2567 โดยระบุว่าเศรษฐกิจไทยยังคงฟื้นตัวช้ากว่าที่คาดการณ์ไว้ โดยเฉพาะภาคการส่งออกและการบริโภคภายในประเทศที่ยังไม่แข็งแรงนัก
แรงกดดันจากเศรษฐกิจโลกและนโยบายการคลัง
นางสาวสุวรรณี คำแหง รองผู้ว่าการด้านเสถียรภาพสถาบันการเงิน ในฐานะเลขานุการ กนง. เปิดเผยว่า คณะกรรมการฯ ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2567 มีแนวโน้มขยายตัวที่ 2.6% ซึ่งต่ำกว่าประมาณการครั้งก่อนที่ 3.2% โดยได้รับผลกระทบจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะจีนและสหรัฐฯ รวมถึงความล่าช้าในการเบิกจ่ายงบประมาณภาครัฐ
นอกจากนี้ กนง. ยังกังวลถึงความเสี่ยงจากนโยบายการคลัง โดยเฉพาะโครงการดิจิทัลวอลเล็ตที่อาจส่งผลให้เงินเฟ้อสูงขึ้นในระยะข้างหน้า ขณะที่อัตราเงินเฟ้อทั่วไปในเดือนมีนาคม 2567 อยู่ที่ 0.47% ซึ่งยังต่ำกว่าเป้าหมายกรอบล่างที่ 1%
แนวโน้มดอกเบี้ยและค่าเงินบาท
กนง. มองว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายปัจจุบันอยู่ในระดับที่สอดคล้องกับการรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจและการเงิน โดยยังไม่จำเป็นต้องปรับลดลง แม้หลายฝ่ายคาดหวังให้ลดดอกเบี้ยเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจก็ตาม ส่วนค่าเงินบาทนั้นยังคงผันผวนตามทิศทางของค่าเงินดอลลาร์สหรัฐและสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลาง
นักวิเคราะห์จากบริษัทหลักทรัพย์ ซีไอเอ็มบี (ประเทศไทย) จำกัด ระบุว่า การคงดอกเบี้ยของ กนง. สอดคล้องกับที่ตลาดคาดการณ์ไว้ แต่สิ่งที่ต้องจับตาคือสัญญาณการปรับลดดอกเบี้ยในช่วงครึ่งปีหลัง ซึ่งอาจเกิดขึ้นได้หากเศรษฐกิจไทยชะลอตัวรุนแรงกว่าคาด
ผลกระทบต่อภาคธุรกิจและประชาชน
การคงดอกเบี้ยนโยบายที่ 2.50% ส่งผลให้ต้นทุนการกู้ยืมของธนาคารพาณิชย์ยังคงสูง ส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการ SMEs และประชาชนที่ต้องการสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยหรือบริโภค อย่างไรก็ดี ธนาคารแห่งประเทศไทยมีมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบ เช่น การปรับโครงสร้างหนี้และการพักชำระหนี้
นายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย กล่าวก่อนหน้านี้ว่า การปรับลดดอกเบี้ยต้องคำนึงถึงเสถียรภาพระบบการเงินในระยะยาว และไม่ควรใช้ดอกเบี้ยเป็นเครื่องมือกระตุ้นเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว ต้องอาศัยมาตรการทางการคลังและโครงสร้างร่วมด้วย
มุมมองต่อเศรษฐกิจไทยระยะสั้น
กนง. คาดว่าเศรษฐกิจไทยจะฟื้นตัวชัดเจนขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี 2567 โดยได้รับแรงหนุนจากการท่องเที่ยวที่กลับมาและการบริโภคภาคเอกชนที่ปรับดีขึ้น อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์และความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าโลกยังเป็นปัจจัยกดดัน
ทั้งนี้ กนง. พร้อมปรับเปลี่ยนนโยบายหากสถานการณ์เปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยจะติดตามข้อมูลเศรษฐกิจและเงินเฟ้ออย่างใกล้ชิดในการประชุมครั้งต่อไปในเดือนมิถุนายน 2567



