คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มีมติเป็นเอกฉันท์ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 2.50% ต่อปี ในการประชุมครั้งล่าสุด ซึ่งเป็นไปตามที่ตลาดคาดการณ์ไว้ พร้อมกันนี้ กนง. ยังได้ปรับลดประมาณการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยในปี 2567 ลงจากเดิม 2.7% เหลือ 2.5% สะท้อนถึงความกังวลต่อภาวะเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวช้ากว่าที่คาด
เหตุผลในการคงดอกเบี้ยนโยบาย
นายปิติ ดิษยทัต เลขานุการ กนง. เปิดเผยว่า คณะกรรมการฯ เห็นว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายปัจจุบันอยู่ในระดับที่เหมาะสมในการสนับสนุนการขยายตัวทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน และยังคงสอดคล้องกับกรอบเงินเฟ้อเป้าหมาย โดยเศรษฐกิจไทยยังคงได้รับแรงขับเคลื่อนจากการบริโภคภาคเอกชนและการท่องเที่ยว ขณะที่การส่งออกยังคงชะลอตัวตามอุปสงค์โลกที่อ่อนแอ
นอกจากนี้ กนง. ยังคงจับตาปัจจัยเสี่ยงทั้งจากภายนอกและภายในประเทศ โดยเฉพาะความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ และปัญหาหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพระบบการเงินในระยะยาว
การปรับลดประมาณการณ์เศรษฐกิจไทยปี 2567
กนง. ได้ปรับลดประมาณการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจไทยในปี 2567 ลง 0.2% จากเดิม 2.7% สู่ระดับ 2.5% โดยมีสาเหตุหลักจากการส่งออกที่หดตัวมากกว่าที่คาดการณ์ไว้ และการใช้จ่ายภาครัฐที่ล่าช้าจากความล่าช้าในการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2567
สำหรับประมาณการณ์การเติบโตในปี 2568 ยังคงไว้ที่ 3.0% โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากการฟื้นตัวของอุปสงค์ในประเทศและการลงทุนภาคเอกชน ขณะที่อัตราเงินเฟ้อทั่วไปคาดว่าจะอยู่ในช่วง 0.8-1.2% ในปี 2567 และ 1.3-1.7% ในปี 2568
ผลกระทบต่อเศรษฐกิจและประชาชน
การคงดอกเบี้ยนโยบายที่ 2.50% ส่งผลให้ต้นทุนการกู้ยืมของธนาคารพาณิชย์ยังคงอยู่ในระดับสูง ซึ่งอาจกระทบต่อกำลังซื้อของผู้บริโภคและความสามารถในการชำระหนี้ของภาคครัวเรือน อย่างไรก็ตาม การคงดอกเบี้ยช่วยรักษาเสถียรภาพของค่าเงินบาทและควบคุมเงินเฟ้อไม่ให้สูงเกินไป
ด้านตลาดการเงินไทยตอบรับเชิงบวกต่อมติ กนง. โดยดัชนี SET Index ปรับตัวเพิ่มขึ้นเล็กน้อย ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลทรงตัว นักวิเคราะห์มองว่าการคงดอกเบี้ยดังกล่าวแสดงถึงความเชื่อมั่นของ กนง. ต่อแนวโน้มเศรษฐกิจ แม้จะมีความเสี่ยงหลายประการ
แนวโน้มดอกเบี้ยนโยบายในระยะต่อไป
กนง. ส่งสัญญาณว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายในปัจจุบันยังคงเป็นกลาง ไม่ได้ผ่อนคลายหรือตึงตัวจนเกินไป และการปรับเปลี่ยนนโยบายในอนาคตจะขึ้นอยู่กับข้อมูลเศรษฐกิจและแนวโน้มเงินเฟ้อ โดย กนง. พร้อมปรับเปลี่ยนนโยบายหากสถานการณ์เปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ
ทั้งนี้ การประชุมครั้งถัดไปของ กนง. จะมีขึ้นในเดือนสิงหาคม 2567 โดยตลาดจะจับตาสัญญาณเกี่ยวกับทิศทางดอกเบี้ยในระยะต่อไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากเศรษฐกิจไทยชะลอตัวรุนแรงกว่าที่คาด หรือเงินเฟ้อปรับตัวลดลงต่ำกว่ากรอบเป้าหมาย



