คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ธนาคารแห่งประเทศไทย มีมติเป็นเอกฉันท์ให้ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% ต่อปี จาก 2.25% สู่ระดับ 2.00% โดยให้มีผลทันที ในการประชุมวันที่ 25 กันยายน 2567 เพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจไทยที่กำลังเผชิญกับความเสี่ยงจากสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีน รวมถึงการแข็งค่าของเงินบาทที่ส่งผลกระทบต่อการส่งออก
เหตุผลในการปรับลดดอกเบี้ย
นายปิติ ดิษยทัต ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายการเงิน ในฐานะเลขานุการ กนง. เปิดเผยว่า การปรับลดดอกเบี้ยครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อบรรเทาผลกระทบจากปัจจัยภายนอกที่กดดันเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะสงครามการค้าที่ทวีความรุนแรงขึ้น ส่งผลให้การส่งออกและภาคการผลิตชะลอตัว นอกจากนี้ เงินบาทที่แข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็วยังเป็นอุปสรรคต่อการแข่งขันของผู้ส่งออกไทย
ผลกระทบต่อเศรษฐกิจ
การลดดอกเบี้ยคาดว่าจะช่วยลดต้นทุนทางการเงินของภาคธุรกิจและครัวเรือน รวมถึงกระตุ้นการบริโภคและการลงทุนภายในประเทศ อย่างไรก็ตาม กนง. ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2567 จะขยายตัวได้ 2.8% ซึ่งต่ำกว่าศักยภาพ เนื่องจากความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก
นายปิติกล่าวว่า "การปรับลดดอกเบี้ยในครั้งนี้เป็นมาตรการเชิงรุกเพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจในช่วงที่เผชิญความท้าทายจากปัจจัยภายนอก โดยคณะกรรมการจะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและพร้อมใช้มาตรการเพิ่มเติมหากจำเป็น"
มุมมองจากนักวิเคราะห์
นักวิเคราะห์จากบริษัทหลักทรัพย์หลายแห่งมองว่าการลดดอกเบี้ยครั้งนี้สอดคล้องกับความคาดหมายของตลาด โดยก่อนหน้านี้มีเสียงเรียกร้องจากภาคเอกชนให้แบงก์ชาติผ่อนคลายนโยบายการเงินเพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากค่าเงินบาทแข็งและสงครามการค้า
อย่างไรก็ตาม มีข้อกังวลว่าการลดดอกเบี้ยอาจไม่เพียงพอที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจหากปัญหาด้านโครงสร้างและความเชื่อมั่นยังไม่ได้รับการแก้ไข พร้อมทั้งแนะนำให้รัฐบาลเร่งดำเนินมาตรการทางการคลังควบคู่กันไป



