กอบศักดิ์ ภูตระกูล ชี้หนี้นอกระบบเป็นรากเหง้าปัญหาเศรษฐกิจไทย ฉุดสินเชื่อแบงก์หดตัวต่อเนื่อง
นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ ในฐานะตัวแทนสมาคมธนาคารไทย เปิดเผยในงาน POSTTODAY THAILAND ECONOMIC DRIVES 2026 ว่า สถานการณ์หนี้ครัวเรือนไทยอยู่ในระดับสูงและน่ากังวลอย่างยิ่ง โดยโครงสร้างหนี้ประมาณหนึ่งในสามมาจากสินเชื่อที่อยู่อาศัยและส่วนบุคคล ส่งผลกระทบโดยตรงต่อการปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงิน
สินเชื่อธนาคารหดตัวต่อเนื่องในสภาวะปกติที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
นายกอบศักดิ์ ระบุว่า สิ่งที่สะท้อนความผิดปกติคือภาพรวมสินเชื่อธนาคารที่หดตัวลงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งในอดีตภาวะสินเชื่อติดลบมักเกิดเฉพาะช่วงวิกฤตเศรษฐกิจ เช่น ปี 2540 หรือ 2551 แต่ปัจจุบันในสภาวะปกติกลับพบว่าสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ติดลบถึง 10% สินเชื่อที่อยู่อาศัยติดลบเล็กน้อย และภาพรวมสินเชื่อติดลบติดต่อกันยาวนานถึง 6 ไตรมาส รวมถึงสินเชื่อกลุ่ม SME ที่หดตัวลงเช่นกัน
"เป็นเรื่องที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในสภาวะเศรษฐกิจปกติที่สินเชื่อธนาคารจะหดตัวติดต่อกันถึง 6 ไตรมาส การที่สินเชื่อเช่าซื้อและ SME ติดลบอย่างหนัก สะท้อนให้เห็นถึงความน่ากังวลของสถานการณ์หนี้ที่ซ่อนอยู่ในระบบ" นายกอบศักดิ์ กล่าว
สาเหตุหลักจาก NPL และหนี้ Stage 2 โดยเฉพาะสินเชื่อรถยนต์
สาเหตุสำคัญที่ทำให้ธนาคารชะลอการปล่อยสินเชื่อมาจากแนวโน้มหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ในกลุ่มสินเชื่ออุปโภคบริโภคที่กำลังปรับตัวสูงขึ้น แต่สิ่งที่น่ากังวลยิ่งกว่าคือหนี้ที่เริ่มค้างชำระหรือกลุ่ม Stage 2 โดยเฉพาะในกลุ่มสินเชื่อรถยนต์ที่พุ่งสูงถึงประมาณ 15% ธนาคารต้องพยายามประคองลูกหนี้กลุ่มนี้ไว้เพราะการยึดรถกลับมาไม่ใช่ทางออกที่ดีในสภาวะปัจจุบัน
"สิ่งสำคัญไม่ใช่แค่ตัวเลขหนี้เสียที่เพิ่มขึ้น แต่คือหนี้ที่เริ่มค้างชำระในกลุ่ม Stage 2 ซึ่งสินเชื่อรถยนต์มีสัดส่วนสูงถึง 15% ธนาคารต้องพยายามประคองไว้เพราะยึดมาก็เป็นปัญหา นี่คือเหตุผลหลักที่ทำให้ธนาคารไม่กล้าปล่อยสินเชื่อใหม่เพราะมองเห็นความเสี่ยง" นายกอบศักดิ์ อธิบาย
ต้นทุนความเสี่ยงสูงและเศรษฐกิจเติบโตต่ำกดดันสถาบันการเงิน
การแบกรับความเสี่ยงของธนาคารมีต้นทุนที่สูงมาก หากปล่อยสินเชื่อ 100 ล้านบาทแล้วกลายเป็นหนี้เสีย ภายใต้ส่วนต่างกำไรประมาณ 3% ธนาคารจะต้องปล่อยสินเชื่อที่มีคุณภาพดีเยี่ยมอีกถึง 30 เท่าหรือปล่อยกู้ลูกค้าชั้นดีคนเดิมยาวนาน 30 ปี จึงจะเรียกคืนเงินต้นได้ ด้วยเหตุนี้ธนาคารจึงจำเป็นต้องเข้มงวดและต้องการกลไกค้ำประกันสินเชื่อจากภาครัฐ เช่น บสย. เพื่อช่วยลดความเสี่ยง
ปัจจัยกดดันอีกประการคือภาพรวมเศรษฐกิจที่เติบโตต่ำและชะลอตัว หากเศรษฐกิจเติบโตได้ในระดับ 5-6% การปล่อยสินเชื่อจะมีความเสี่ยงต่ำและมีโอกาสได้รับเงินคืนสูง แต่ปัจจุบันเศรษฐกิจโตเพียงระดับ 2% ทำให้การปล่อยกู้มีความเสี่ยงที่จะกลายเป็นหนี้เสียสูงขึ้นตามไปด้วย
หนี้นอกระบบเป็นรากเหง้าปัญหาที่น่ากังวลที่สุด
นายกอบศักดิ์ เน้นย้ำถึงปัญหาที่เป็น "รากเหง้า" และน่ากังวลที่สุด ซึ่งมักถูกมองข้ามในการแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือน นั่นคือ "หนี้นอกระบบ" จากข้อมูลการศึกษาของสถาบันวิจัยป๋วย อึ๊งภากรณ์ ซึ่งสำรวจประชาชน 4,800 คนทั่วประเทศในปี 2565 พบว่า คนไทยถึง 42.3% มีภาระหนี้นอกระบบที่ไม่ใช่การกู้ยืมจากญาติหรือธนาคาร และมีอัตราดอกเบี้ยเฉลี่ยที่สูงมาก
ปัญหานี้อธิบายได้ชัดเจนว่าเหตุใดลูกหนี้จึงเลือกที่จะผิดนัดชำระหนี้ในระบบธนาคาร เพราะลูกหนี้ถูกกดดันและข่มขู่จากเจ้าหนี้นอกระบบด้วยวิธีการที่รุนแรงถึงขั้นคุกคามครอบครัว ทำให้ลูกหนี้ต้องนำเงินไปจ่ายหนี้นอกระบบที่ดอกเบี้ยพุ่งสูงถึง 10-30% ต่อเดือนก่อนเสมอ
วิกฤตหนี้นอกระบบนี้ไม่ได้กระจุกตัวอยู่เพียงกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แต่งานวิจัยชี้ให้เห็นว่าแทรกซึมไปในทุกสายอาชีพ บางอาชีพมีสัดส่วนคนเป็นหนี้นอกระบบสูงถึง 52% หรือแม้แต่กลุ่มข้าราชการก็มีสัดส่วนถึง 29% ปัญหานี้ฝังรากลึกมานานและรุนแรงขึ้นอย่างก้าวกระโดดนับตั้งแต่ช่วงวิกฤตโควิด-19 ที่ประชาชนและภาคธุรกิจขาดรายได้จนต้องหันไปพึ่งพาแหล่งเงินทุนนอกระบบ
ทางออกที่ยั่งยืนต้องสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจและจัดการหนี้นอกระบบ
สำหรับการแก้ไขปัญหาดังกล่าว การใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นอาจช่วยบรรเทาปัญหาได้เพียงเล็กน้อย แต่ทางออกที่ยั่งยืนคือการต้องกลับมาสร้างเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจตัวใหม่ เพื่อผลักดันให้จีดีพีเติบโตในระดับ 3.0-4.5% ซึ่งจะช่วยให้ประชาชนมีรายได้เพิ่มขึ้นและสามารถบริหารจัดการหนี้ได้ด้วยตนเอง
ควบคู่ไปกับการจัดระเบียบการก่อหนี้ในระบบ เช่น การควบคุมการถือครองบัตรเครดิตที่มากเกินความจำเป็น และที่สำคัญที่สุดคือต้องมีมาตรการจัดการกับหนี้นอกระบบอย่างเด็ดขาด เพราะหากละเลยประเด็นนี้ การแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนไทยก็จะไม่สามารถประสบความสำเร็จได้เลย
"การกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นช่วยได้เพียงเล็กน้อย ทางออกที่แท้จริงคือต้องสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจให้ได้ 3-4.5% เพื่อให้รายได้ฟื้นตัว และที่สำคัญที่สุด หากไม่จัดระเบียบหนี้นอกระบบ การแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนไทยก็ไม่มีวันสำเร็จ" นายกอบศักดิ์ กล่าวสรุป



