ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ประกาศมาตรการคุมเข้มสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยและสินเชื่อส่วนบุคคล หลังจากหนี้ครัวเรือนของไทยพุ่งสูงเกิน 90% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) และหนี้เสีย (NPL) เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของระบบการเงิน
รายละเอียดมาตรการใหม่
มาตรการใหม่ที่ ธปท. ประกาศใช้ มีผลบังคับตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2567 เป็นต้นไป ครอบคลุมการปรับเกณฑ์การปล่อยสินเชื่อที่อยู่อาศัย โดยกำหนดให้ผู้กู้ต้องมีเงินดาวน์อย่างน้อย 20% สำหรับบ้านหลังที่สองขึ้นไป และเพิ่มอัตราการผ่อนชำระขั้นต่ำสำหรับสินเชื่อส่วนบุคคลจาก 5% เป็น 8% ของยอดหนี้คงค้าง
นอกจากนี้ ธปท. ยังกำหนดให้สถาบันการเงินต้องตรวจสอบความสามารถในการชำระหนี้ของผู้กู้อย่างเคร่งครัดมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มลูกหนี้ที่มีหนี้สูง หรือมีประวัติการชำระหนี้ล่าช้า เพื่อป้องกันการก่อหนี้เกินตัว
สาเหตุของหนี้ครัวเรือนสูง
หนี้ครัวเรือนของไทยเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงหลายปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะหลังการแพร่ระบาดของโควิด-19 ซึ่งทำให้หลายครัวเรือนต้องกู้ยืมเพื่อใช้จ่ายในชีวิตประจำวันและรักษาธุรกิจ ข้อมูลจาก ธปท. ระบุว่า หนี้ครัวเรือนต่อ GDP สูงถึง 91.4% ในไตรมาสที่ 4 ของปี 2566 ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 18 ปี
ผลกระทบต่อเศรษฐกิจ
หนี้ครัวเรือนที่สูงส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อของประชาชน ทำให้การบริโภคภายในประเทศชะลอตัว และเป็นอุปสรรคต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ นอกจากนี้ หนี้เสียที่เพิ่มขึ้นยังเป็นความเสี่ยงต่อระบบการเงินของประเทศ เนื่องจากอาจนำไปสู่วิกฤตสินเชื่อและปัญหาสถาบันการเงิน
ธปท. คาดว่ามาตรการคุมเข้มนี้จะช่วยลดการก่อหนี้ใหม่ที่ไม่จำเป็น และส่งเสริมให้ประชาชนมีวินัยทางการเงินมากขึ้น แต่ก็อาจส่งผลให้การปล่อยสินเชื่อชะลอตัวในระยะสั้น ซึ่งอาจกระทบต่อธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และการบริโภค
มุมมองของนักวิเคราะห์
นักวิเคราะห์จากหลายสำนักมองว่ามาตรการของ ธปท. เป็นการดำเนินการที่จำเป็นเพื่อป้องกันปัญหาหนี้ครัวเรือนลุกลาม แต่ก็ต้องติดตามผลกระทบต่อเศรษฐกิจอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะในกลุ่มผู้มีรายได้น้อยและปานกลางที่อาจได้รับผลกระทบจากการเข้าถึงสินเชื่อที่ยากขึ้น
ธปท. ระบุว่าจะมีการทบทวนมาตรการเป็นระยะ และพร้อมปรับเปลี่ยนตามสถานการณ์เพื่อให้เหมาะสมกับสภาพเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไป



