กนง.ตัดสินใจลดดอกเบี้ยเร็วกว่าคาด ชี้ยังมีช่องว่างลดได้อีก 0.5% หากจำเป็น
กนง.ลดดอกเบี้ยเร็วกว่าคาด ชี้ยังลดได้อีก 0.5%

กนง.ตัดสินใจลดดอกเบี้ยเร็วกว่าคาด ชี้ยังมีช่องว่างลดได้อีก 0.5% หากจำเป็น

คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ได้ประกาศปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงมาอยู่ที่ 1% เร็วกว่าที่ตลาดคาดไว้ โดยนายดอน นาครทรรพ เลขานุการ กนง. เปิดเผยว่า การลดดอกเบี้ยครั้งนี้ยังไม่ถือเป็นการสิ้นสุดวัฏจักรดอกเบี้ยขาลง และยังสามารถปรับลดเพิ่มเติมได้อีกประมาณ 0.5% หากเศรษฐกิจในอนาคตมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น

เป้าหมายการลดดอกเบี้ยและผลกระทบต่อเศรษฐกิจ

นายดอน ย้ำว่า การลดดอกเบี้ยไม่ได้สะท้อนว่าเศรษฐกิจอยู่ในภาวะวิกฤต แต่มีเป้าหมายเพื่อลดภาระผู้ประกอบการและช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้รับมือกับระเบียบการค้าโลก นอกจากนี้ ยังช่วยลดแรงกดดันเงินทุนไหลเข้าตลาดพันธบัตร ซึ่งจะช่วยบรรเทาแรงกดดันค่าเงินบาทแข็งค่าบางส่วน แม้ไม่ทั้งหมด โดยธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เตรียมใช้มาตรการเพิ่มเติมดูแลค่าเงินบาท เช่น การควบคุมธุรกรรมการซื้อขายทองคำที่อยู่ระหว่างดำเนินการ

การลดดอกเบี้ยครั้งนี้เกิดขึ้นเร็วกว่าที่ตลาดคาด เนื่องจากเดิมคาดว่าจะเกิดในการประชุมเดือนเมษายน แต่คณะกรรมการเห็นว่าการลดเร็วขึ้นจะช่วยหนุนเศรษฐกิจได้เร็วขึ้นประมาณ 2–3 เดือน ส่วนการส่งผ่านอัตราดอกเบี้ยไปยังธนาคารพาณิชย์ ควรเป็นไปตามกลไกตลาด และ กนง. จะติดตามการส่งผ่านเพื่อให้เกิดผลต่อเศรษฐกิจโดยรวม

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว
แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

แนวโน้มเศรษฐกิจไทยและปัจจัยต่างประเทศ

สำหรับแนวโน้มเศรษฐกิจไทยปี 2569 เบื้องต้นประเมินว่าจะเติบโต 1.9% และมีโอกาสขยายตัวมากกว่า 2% หากรัฐบาลออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมอย่างต่อเนื่อง ในส่วนปัจจัยต่างประเทศ มองว่านโยบายภาษีของสหรัฐฯ ยังมีความไม่แน่นอนสูง แม้ระยะสั้นไทยยังได้ประโยชน์จากอัตราภาษีที่ลดลง แต่ต้องติดตามมาตรา 232 และ 301 ที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เตรียมบังคับใช้ ซึ่งอาจกระทบสินค้าส่งออกบางรายการของไทย

ผลประชุม กนง.นัดแรก ปี 2569 มีมติ 4 ต่อ 2 เสียง ลดดอกเบี้ย 0.25% ต่อปี จาก 1.25% เหลือ 1% ต่อปี มีผลทันที โดยก่อนหน้านี้ นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการ ธปท. เปิดเผยภายในงาน POSTTODAY THAILAND ECONOMIC DRIVES 2026 ว่าปัญหาหลักของเศรษฐกิจไทยในปัจจุบันคือการเติบโตที่ต่ำ ซึ่งมีสาเหตุสำคัญมาจากปัญหาเชิงโครงสร้างที่สะสมมานาน

สถานการณ์หนี้และมาตรการแก้ไข

หนี้ครัวเรือนยังคงอยู่ในระดับสูงถึง 86-87% แม้จะลดลงจากระดับ 92% แต่คุณภาพหนี้กลับน่ากังวลเพราะกลายเป็นหนี้เสีย (NPL) มากขึ้นเรื่อยๆ ขณะที่สินเชื่อภาพรวมติดลบต่อเนื่อง 6 ไตรมาส และสินเชื่อ SME หดตัวต่อเนื่องมาถึง 14 ไตรมาส อย่างไรก็ดี ประเทศไทยยังมีข้อดี ทั้งยอดขอรับการส่งเสริมการลงทุน (FDI) ที่สูงถึง 1.8 ล้านล้านบาท ฐานการบริโภคที่ยังแข็งแรง และภาคการท่องเที่ยวที่ช่วยประคองเศรษฐกิจไว้

ธปท. ได้ปรับเปลี่ยนบทบาทจากการใช้ดอกเบี้ยนโยบายเพียงอย่างเดียว มาสู่การเพิ่มมาตรการเฉพาะจุด (Target Policy) เพื่อแก้ปัญหาให้ตรงจุดมากขึ้น โดยนโยบายการเงินและการคลังต้องทำงานสอดประสานกันเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจทั้งระยะสั้นและระยะยาว มีเป้าหมายผลักดันศักยภาพจีดีพี จากระดับ 2.7% ในปัจจุบัน ให้ขยับขึ้นไปถึง 3.5-4% ให้ได้ในอนาคต

ดอกเบี้ยนโยบายเพียงอย่างเดียวไม่สามารถแก้ปัญหาขีดความสามารถในการแข่งขัน หรือปัญหาเชิงโครงสร้างอย่างสังคมสูงวัยได้ทั้งหมด จึงต้องออกหนี้มาตรการเฉพาะจุดควบคู่ไปด้วย เพื่อแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างอย่างตรงจุด