ส.อ.ท. มอง พ.ร.ก.กู้เงิน 5 แสนล้าน เป็นกลไกสำรองรับมือความเสี่ยง เตือนใช้ต้องระมัดระวัง
เมื่อวันที่ 22 เมษายน 2569 นายนาวา จันทนสุรคน รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ได้เปิดเผยมุมมองส่วนตัวต่อแนวคิดของภาครัฐในการออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงินวงเงิน 5 แสนล้านบาท โดยเปรียบเสมือนการขยายวงเงินบัตรเครดิตของรัฐบาล เพื่อเตรียมเครื่องมือรองรับสถานการณ์ฉุกเฉินในอนาคต แม้ว่าภาคอุตสาหกรรมยังไม่ได้มีการหารือร่วมกันอย่างเป็นทางการก็ตาม
เปรียบเหมือนขยายวงเงินบัตรเครดิตของรัฐ
นายนาวา ระบุว่า การขยับเพดานหนี้ในครั้งนี้เป็นการสร้างความพร้อมให้ภาครัฐสามารถดำเนินมาตรการได้อย่างรวดเร็วหากเกิดความจำเป็น โดยเฉพาะในภาวะที่ยังมีความเสี่ยงจากปัญหาพลังงานและปัจจัยอื่นที่อาจตามมา "ผมมองว่า เป็นเหมือนการขยายวงเงินบัตรเครดิตไว้ก่อน เผื่อมีความจำเป็นในอนาคต ไม่ได้แปลว่าต้องใช้เต็มวงเงิน ถ้าไม่จำเป็นก็ไม่ควรใช้" รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กล่าว พร้อมย้ำว่าการมีเครื่องมือไว้จะช่วยให้รัฐรับมือสถานการณ์ได้ทันที
เตือนต้องมีมาตรการกำกับดูแลชัดเจน
อย่างไรก็ตาม นายนาวาได้เน้นย้ำถึงความจำเป็นในการใช้เงินกู้อย่างระมัดระวัง เพื่อไม่ให้เป็นภาระการคลังของประเทศ "การใช้ต้องระมัดระวัง ไม่ให้เป็นภาระการคลัง และถ้าจะใช้ควรใช้ให้เกิดประโยชน์กับเศรษฐกิจในประเทศ" โดยเฉพาะการทำให้เงินหมุนเวียนในซัพพลายเชนหลายทอด ไม่ใช่ใช้แล้วจบในทอดเดียวหรือไหลออกต่างประเทศ ซึ่งจะไม่ก่อให้เกิดประโยชน์อย่างแท้จริง
ในส่วนของความคุ้มค่าการกู้เงินนั้น รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย มองว่าการมีเม็ดเงินเข้าสู่ระบบไม่ใช่ประเด็นเดียว แต่ต้องพิจารณาว่าเงินถูกนำไปใช้ในลักษณะที่ก่อให้เกิดการหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจหรือไม่ หากเป็นการลงทุนที่เชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานหลายระดับ จะช่วยสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อภาคการผลิตและการจ้างงาน
เชื่อมั่นทีมเศรษฐกิจรัฐบาล-ภาคเอกชนร่วมมือ
จากประสบการณ์ในอดีต นายนาวา มองว่าการกู้เงินผ่าน พ.ร.ก. ของรัฐบาลที่ผ่านมา มีส่วนช่วยประคองเศรษฐกิจไทย แม้จะไม่ได้เติบโตในระดับสูง แต่ก็ไม่ถึงขั้นติดลบ โดยเชื่อว่าเป็นผลจากการมีหลายภาคส่วน ทั้งภาคเอกชน นักวิชาการ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง คอยให้ข้อเสนอแนะและติดตามการใช้งบประมาณอย่างต่อเนื่อง
เมื่อถามถึงมาตรการกำกับดูแลหากมีการกู้เงินจริงในรอบนี้ รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ส่วนตัวมีความเชื่อมั่นต่อทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลปัจจุบัน ที่มีการทำงานร่วมกับภาคเอกชนอย่างใกล้ชิด และเปิดรับข้อเสนอแนะเพื่อนำไปสู่การปฏิบัติจริง "ซึ่งจะช่วยให้การใช้เงินและมาตรการต่าง ๆ สามารถแก้ปัญหาเศรษฐกิจได้ตรงจุดมากขึ้น" นายนาวา กล่าวทิ้งท้าย



