ตลาดหุ้นไทยปิดการซื้อขายวันนี้ (11 มิ.ย. 2568) ปรับตัวลดลง 4.21 จุด หรือ 0.31% มาอยู่ที่ 1,345.67 จุด ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 45,678 ล้านบาท โดยเคลื่อนไหวในกรอบแคบตลอดทั้งวัน ก่อนจะปิดในแดนลบตามทิศทางเดียวกับตลาดหุ้นต่างประเทศที่ปรับตัวลดลง
ปัจจัยกดดันตลาด
นายกรกฤช พุ่มพันธุ์ม่วง ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด เปิดเผยว่า ตลาดหุ้นไทยได้รับแรงกดดันจากปัจจัยภายนอกเป็นหลัก โดยเฉพาะความกังวลเกี่ยวกับเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวลง หลังจากธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ส่งสัญญาณชะลอการลดดอกเบี้ย และตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐที่ออกมาอ่อนแอ ส่งผลให้นักลงทุนลดความเสี่ยงในการลงทุน
นอกจากนี้ ตลาดยังได้รับผลกระทบจากความไม่แน่นอนของสงครามการค้าระหว่างสหรัฐและจีนที่ยังคงยืดเยื้อ รวมถึงสถานการณ์ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในหลายพื้นที่ทั่วโลก ซึ่งเป็นปัจจัยที่กดดันต่อเนื่อง
กลุ่มอุตสาหกรรมที่ปรับตัวลง
กลุ่มอุตสาหกรรมที่ปรับตัวลงมากที่สุดในวันนี้ ได้แก่ กลุ่มพลังงาน โดยเฉพาะหุ้น PTT และ PTTEP ที่ปรับตัวลดลงตามราคาน้ำมันดิบโลกที่อ่อนตัวลง กลุ่มธนาคารพาณิชย์ก็ปรับตัวลงเช่นกัน เนื่องจากกังวลเกี่ยวกับแนวโน้มหนี้เสียที่อาจเพิ่มขึ้นจากเศรษฐกิจที่ชะลอตัว
- หุ้น PTT ปิดที่ 35.25 บาท ลดลง 0.50 บาท
- หุ้น PTTEP ปิดที่ 152.00 บาท ลดลง 1.50 บาท
- หุ้น KBANK ปิดที่ 128.00 บาท ลดลง 1.00 บาท
กลุ่มที่ปรับตัวขึ้น
อย่างไรก็ตาม ยังมีบางกลุ่มที่ปรับตัวขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม และกลุ่มโรงพยาบาล ที่ได้รับแรงซื้อจากนักลงทุนที่มองหาหุ้น defensive
- หุ้น CPF ปิดที่ 22.10 บาท เพิ่มขึ้น 0.30 บาท
- หุ้น BDMS ปิดที่ 28.50 บาท เพิ่มขึ้น 0.25 บาท
แนวโน้มระยะสั้น
นักวิเคราะห์คาดว่าตลาดหุ้นไทยในระยะสั้นยังคงมีแนวโน้มผันผวน โดยมีปัจจัยที่ต้องติดตาม ได้แก่ การประชุมธนาคารกลางสำคัญของโลก โดยเฉพาะเฟดและธนาคารกลางยุโรป (ECB) รวมถึงการเปิดเผยตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐและจีนในสัปดาห์หน้า
นอกจากนี้ นักลงทุนยังคงรอความชัดเจนเกี่ยวกับนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลไทย โดยเฉพาะมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวและการบริโภคภายในประเทศ ซึ่งอาจเป็นปัจจัยบวกต่อตลาดในระยะกลางถึงยาว
สำหรับแนวรับของตลาดในวันพรุ่งนี้อยู่ที่ 1,340 จุด และแนวต้านที่ 1,355 จุด



