สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) เปิดเผยผลวิเคราะห์ผลกระทบจากการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำเป็น 400 บาทต่อวัน ซึ่งเป็นนโยบายของรัฐบาล โดยชี้ว่าอาจส่งผลกระทบต่อธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก (เอสเอ็มอี) อย่างรุนแรง โดยเฉพาะธุรกิจที่มีอัตรากำไรต่ำและใช้แรงงานจำนวนมาก
ผลกระทบต่อธุรกิจเอสเอ็มอี
ทีดีอาร์ไอระบุว่าธุรกิจที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดคือธุรกิจที่มีอัตรากำไรสุทธิต่ำกว่า 5% ซึ่งส่วนใหญ่เป็นธุรกิจขนาดเล็ก เช่น ร้านอาหาร ร้านค้าปลีก และโรงงานขนาดเล็ก โดยการปรับขึ้นค่าจ้างครั้งนี้จะทำให้ต้นทุนแรงงานเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 20-30% ซึ่งอาจผลักดันให้ธุรกิจเหล่านี้ต้องปิดตัวลงหรือลดจำนวนพนักงาน
ความเสี่ยงต่อการเลิกจ้าง
นอกจากนี้ ทีดีอาร์ไอยังเตือนว่าการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำอาจนำไปสู่การเลิกจ้างแรงงาน โดยเฉพาะแรงงานที่มีทักษะต่ำ เนื่องจากนายจ้างอาจเลือกใช้เครื่องจักรหรือเทคโนโลยีทดแทนแรงงานคนเพื่อลดต้นทุน ซึ่งจะส่งผลให้อัตราการว่างงานเพิ่มขึ้นในระยะยาว
ข้อเสนอแนะจากทีดีอาร์ไอ
ทีดีอาร์ไอเสนอให้รัฐบาลพิจารณาปรับขึ้นค่าจ้างแบบเป็นขั้นบันได โดยคำนึงถึงความสามารถในการปรับตัวของธุรกิจแต่ละประเภท และควรมีมาตรการช่วยเหลือธุรกิจเอสเอ็มอี เช่น การลดภาษี หรือการให้สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ เพื่อบรรเทาผลกระทบจากนโยบายดังกล่าว
นอกจากนี้ ควรมีการพัฒนาทักษะแรงงานไทยให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงานในยุคดิจิทัล เพื่อให้แรงงานสามารถปรับตัวและมีรายได้ที่สูงขึ้นโดยไม่จำเป็นต้องพึ่งพาการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำเพียงอย่างเดียว
มุมมองของนายจ้าง
นายจ้างบางส่วนแสดงความกังวลว่าการปรับขึ้นค่าจ้างครั้งนี้อาจทำให้ธุรกิจไม่สามารถแข่งขันกับสินค้านำเข้าได้ โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานเข้มข้น เช่น อุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม ซึ่งปัจจุบันประสบปัญหาการแข่งขันด้านราคาจากประเทศเพื่อนบ้านอยู่แล้ว
อย่างไรก็ตาม รัฐบาลยืนยันว่านโยบายนี้จะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของแรงงานไทย และกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศผ่านการบริโภคที่เพิ่มขึ้น โดยคาดว่าการปรับขึ้นค่าจ้างจะเริ่มมีผลบังคับใช้ภายในปีนี้



