ตลาดการเงินโลกผันผวนอย่างรุนแรงในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยค่าเงินบาทและตลาดหุ้นไทยได้รับผลกระทบจากทั้งสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางและการคาดการณ์ทิศทางดอกเบี้ยของธนาคารกลางสำคัญ ก่อนจะฟื้นตัวในช่วงท้ายสัปดาห์จากความหวังต่อการคลี่คลายความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน
บาทอ่อนค่าสุดรอบ 2 เดือน
ศูนย์วิจัยกสิกรไทยเปิดเผยว่า ในช่วงสัปดาห์วันที่ 8-12 มิถุนายน 2569 เงินบาทเผชิญแรงกดดันอย่างหนักในช่วงต้นถึงกลางสัปดาห์ โดยอ่อนค่าลงต่อเนื่องตามการปรับตัวลงของราคาทองคำในตลาดโลก ในขณะเดียวกัน เงินดอลลาร์สหรัฐกลับได้รับแรงหนุนในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยจากสถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลาง หลังมีรายงานว่าสหรัฐฯ ตอบโต้อิหร่านในกรณีที่เฮลิคอปเตอร์อาปาเช่ของสหรัฐฯ ถูกยิงตกบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ขณะที่อิหร่านประกาศปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง ส่งผลให้นักลงทุนทั่วโลกหันกลับไปถือครองเงินดอลลาร์มากขึ้น
นอกจากปัจจัยด้านภูมิรัฐศาสตร์แล้ว เงินดอลลาร์ยังได้รับแรงสนับสนุนจากตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ออกมาแข็งแกร่ง ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลการจ้างงานนอกภาคเกษตร และอัตราเงินเฟ้อ CPI ซึ่งกระตุ้นให้ตลาดกลับมาคาดการณ์ว่าเฟดอาจหันกลับมาใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดมากขึ้นในช่วงปลายปีนี้
ผลจากปัจจัยดังกล่าว ทำให้เงินบาทอ่อนค่าลงไปแตะระดับ 32.99 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นระดับอ่อนค่าสุดในรอบกว่า 2 เดือน
พลิกกลับแข็งค่าท้ายสัปดาห์
อย่างไรก็ตาม บรรยากาศในตลาดกลับเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วในช่วงท้ายสัปดาห์ หลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เปิดเผยว่าสหรัฐฯ และอิหร่านใกล้บรรลุข้อตกลงสันติภาพ และอาจมีการลงนามได้ในเร็วๆ นี้ ส่งผลให้แรงซื้อสินทรัพย์เสี่ยงกลับคืนมา และช่วยให้เงินบาทพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นได้ในช่วงปลายสัปดาห์
สัปดาห์หน้า จับตาธนาคารกลางทั่วโลก
สำหรับสัปดาห์วันที่ 15-19 มิถุนายน 2569 ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่าเงินบาทจะเคลื่อนไหวในกรอบ 32.10-33.10 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม ได้แก่ ผลการประชุมธนาคารกลางหลายแห่งทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นการประชุม FOMC ของเฟด ระหว่างวันที่ 16-17 มิถุนายน การประชุมธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) วันที่ 15-16 มิถุนายน การประชุมธนาคารกลางออสเตรเลีย (RBA) วันที่ 16 มิถุนายน รวมถึงการประชุมธนาคารกลางอินโดนีเซีย (BI) และธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) ในวันที่ 18 มิถุนายน
ขณะเดียวกัน นักลงทุนยังต้องจับตาทิศทางเงินทุนต่างชาติ สถานการณ์ในตะวันออกกลาง ยอดค้าปลีกเดือนพฤษภาคมของสหรัฐฯ ข้อมูลเศรษฐกิจเดือนพฤษภาคมของจีน รวมถึงตัวเลขเงินเฟ้อของอังกฤษและญี่ปุ่น
หุ้นไทยถูกขายทิ้ง ก่อนฟื้นตัวแรงท้ายสัปดาห์
ด้านตลาดหุ้นไทย บรรยากาศการลงทุนในสัปดาห์ที่ผ่านมาเต็มไปด้วยความผันผวนไม่ต่างจากตลาดเงิน ตลาดเริ่มต้นสัปดาห์ด้วยแรงขายจากนักลงทุนต่างชาติ สอดคล้องกับทิศทางตลาดหุ้นในภูมิภาค หลังจากนักลงทุนกังวลว่าราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง อาจผลักดันแรงกดดันเงินเฟ้อทั่วโลกให้รุนแรงขึ้น
ความกังวลดังกล่าวทำให้ตลาดประเมินว่าธนาคารกลางหลายประเทศอาจจำเป็นต้องกลับมาพิจารณาปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายอีกครั้ง ส่งผลให้เกิดแรงเทขายหุ้นในทุกกลุ่มอุตสาหกรรมของไทย ในช่วงกลางสัปดาห์ ดัชนียังคงแกว่งตัวตามกระแสข่าวจากตะวันออกกลาง ก่อนที่บรรยากาศจะพลิกกลับในช่วงท้ายสัปดาห์ เมื่อมีรายงานว่าประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศยกเลิกแผนโจมตีอิหร่าน ซึ่งก่อนหน้านี้เคยส่งสัญญาณว่าจะใช้มาตรการตอบโต้ทางทหารอย่างหนัก พร้อมกันนั้น ยังมีสัญญาณเชิงบวกว่าสหรัฐฯ และอิหร่านใกล้บรรลุข้อตกลงร่วมกันได้ ส่งผลให้ตลาดหุ้นทั่วโลกฟื้นตัว และช่วยหนุนให้ดัชนีหุ้นไทยดีดตัวขึ้นแรงก่อนปิดสัปดาห์ในแดนบวก
จับตาเฟด-BOJ-BOE กำหนดทิศทางตลาด
สำหรับสัปดาห์วันที่ 15-19 มิถุนายน 2569 บริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย (KSecurities) ประเมินว่าดัชนีตลาดหุ้นไทยมีแนวรับอยู่ที่ 1,560 และ 1,550 จุด ส่วนแนวต้านอยู่ที่ 1,610 และ 1,625 จุด ตามลำดับ ปัจจัยที่นักลงทุนต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ได้แก่ ผลการประชุมของเฟด BOJ และ BOE พัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ทิศทางเงินทุนต่างชาติ รวมถึงยอดค้าปลีกเดือนพฤษภาคมของสหรัฐฯ นอกจากนี้ ยังต้องติดตามผลผลิตภาคอุตสาหกรรมและดัชนีราคาผู้บริโภคเดือนพฤษภาคมของยูโรโซน ตลอดจนข้อมูลเศรษฐกิจเดือนพฤษภาคมของจีน ทั้งยอดค้าปลีก ผลผลิตภาคอุตสาหกรรม และการลงทุนในสินทรัพย์ถาวร
ท่ามกลางความไม่แน่นอนที่ยังปกคลุมทั้งเศรษฐกิจและการเมืองโลก สัปดาห์ที่ผ่านมาเป็นอีกครั้งที่สะท้อนให้เห็นว่าตลาดการเงินไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยปัจจัยพื้นฐานเพียงอย่างเดียว แต่ยังตอบสนองต่อ “ความคาดหวัง” และ “อารมณ์ของตลาด” อย่างรวดเร็ว จากวันที่นักลงทุนกังวลว่าสงครามอาจลุกลาม จนเงินบาทอ่อนค่าสุดในรอบหลายเดือนและหุ้นถูกเทขาย สู่วันที่ความหวังต่อสันติภาพกลับเข้ามาเปลี่ยนทิศทางตลาดได้ภายในเวลาเพียงไม่กี่วัน



