หุ้นไทยปิดลบ 0.34 จุด ไร้ปัจจัยใหม่หนุน
หุ้นไทยปิดลบ 0.34 จุด ไร้ปัจจัยใหม่หนุน

ตลาดหุ้นไทยปิดตลาดในวันนี้ (8 พ.ค.) โดยดัชนีปรับตัวลดลง 0.34 จุด หรือคิดเป็น 0.03% มาอยู่ที่ระดับ 1,320.05 จุด โดยระหว่างวันเคลื่อนไหวในกรอบแคบ ขณะที่มูลค่าการซื้อขายรวมทั้งสิ้น 46,288.73 ล้านบาท

บรรยากาศการซื้อขาย

ดัชนีเปิดตลาดที่ 1,320.39 จุด ก่อนจะปรับตัวขึ้นไปทำระดับสูงสุดที่ 1,326.88 จุด และลงไปทำระดับต่ำสุดที่ 1,316.68 จุด ก่อนจะปิดตลาดที่ 1,320.05 จุด โดยมีปริมาณการซื้อขาย 26,224.16 ล้านหุ้น

นักวิเคราะห์ชี้ไร้ปัจจัยใหม่

นายกรภัทร วรเชษฐ์ ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยและบริการการลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ โนมูระ พัฒนสิน จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยวันนี้ปรับตัวลงเล็กน้อย เนื่องจากไม่มีปัจจัยใหม่เข้ามากระตุ้น ขณะที่นักลงทุนยังคงรอติดตามปัจจัยสำคัญต่างๆ เช่น การรายงานผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนในไตรมาส 1/2567 รวมถึงทิศทางดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด)

แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

นอกจากนี้ ตลาดยังได้รับแรงกดดันจากความกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์การเมืองในประเทศ โดยเฉพาะกรณียื่นถอดถอนนายกรัฐมนตรี ซึ่งอาจส่งผลต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนในระยะสั้น

ภาพรวมการซื้อขาย

สำหรับหุ้นที่มีมูลค่าการซื้อขายสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่

  • บมจ.ปตท. (PTT) มูลค่า 2,036.55 ล้านบาท ปิดที่ 33.25 บาท ลดลง 0.25 บาท
  • บมจ.ปูนซิเมนต์ไทย (SCC) มูลค่า 1,829.41 ล้านบาท ปิดที่ 245.00 บาท ลดลง 3.00 บาท
  • บมจ.ธนาคารกรุงเทพ (BBL) มูลค่า 1,413.40 ล้านบาท ปิดที่ 148.00 บาท ราคาไม่เปลี่ยนแปลง
  • บมจ.กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ (GULF) มูลค่า 1,401.90 ล้านบาท ปิดที่ 46.00 บาท ลดลง 0.25 บาท
  • บมจ.แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (ADVANC) มูลค่า 1,263.19 ล้านบาท ปิดที่ 209.00 บาท เพิ่มขึ้น 1.00 บาท

ด้านหุ้นที่มีการปรับตัวเพิ่มขึ้นมากที่สุด ได้แก่ บมจ.บางจาก คอร์ปอเรชั่น (BCP) ปิดที่ 34.75 บาท เพิ่มขึ้น 1.75 บาท หรือ 5.30% และ บมจ.ศรีตรังแอโกรอินดัสทรี (STA) ปิดที่ 17.00 บาท เพิ่มขึ้น 0.70 บาท หรือ 4.29%

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว

แนวโน้มตลาดในระยะต่อไป

นายกรภัทร กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยในระยะสั้นยังคงผันผวน เนื่องจากยังไม่มีปัจจัยบวกใหม่ๆ เข้ามาหนุน ขณะที่นักลงทุนควรติดตามการรายงานผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียน รวมถึงความคืบหน้าของประเด็นการเมืองในประเทศ นอกจากนี้ ยังต้องจับตาทิศทางดอกเบี้ยของเฟด ซึ่งจะส่งผลต่อการเคลื่อนย้ายเงินทุนของต่างชาติ

สำหรับกลยุทธ์การลงทุน แนะนำให้เลือกหุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานแข็งแกร่ง และมีแนวโน้มผลประกอบการที่ดีในไตรมาส 2/2567 โดยเฉพาะกลุ่มที่ได้ประโยชน์จากเศรษฐกิจในประเทศ เช่น กลุ่มท่องเที่ยว กลุ่มธนาคาร และกลุ่มพลังงาน