กระทรวงคมนาคมเตรียมเปิดประมูลโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม ช่วงตะวันออก (ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย-มีนบุรี) ในเดือนกันยายนนี้ หลังจากที่คณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (คนร.) ได้อนุมัติกรอบวงเงินลงทุน 1.2 แสนล้านบาท เมื่อวันที่ 15 สิงหาคมที่ผ่านมา โดยคาดว่าจะเปิดให้บริการได้ในปี 2571
รายละเอียดโครงการและวงเงินลงทุน
นายสุรพงษ์ ปิยะโชติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า โครงการรถไฟฟ้าสายสีส้มช่วงตะวันออกมีระยะทางรวม 22.5 กิโลเมตร เป็นเส้นทางยกระดับ 17.5 กิโลเมตร และทางใต้ดิน 5 กิโลเมตร ประกอบด้วย 17 สถานี แบ่งเป็นสถานียกระดับ 12 สถานี และสถานีใต้ดิน 5 สถานี โดยมีศูนย์ซ่อมบำรุงที่บริเวณมีนบุรี
วงเงินลงทุน 1.2 แสนล้านบาท ครอบคลุมค่างานโยธา ระบบรถไฟฟ้า งานจัดหาขบวนรถ และค่าจัดกรรมสิทธิ์ที่ดิน โดยรัฐบาลจะรับภาระค่าลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ส่วนเอกชนผู้รับสัมปทานจะลงทุนในระบบรถไฟฟ้าและขบวนรถ รวมถึงรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการเดินรถและซ่อมบำรุง
รูปแบบการร่วมลงทุน PPP
โครงการนี้จะดำเนินการในรูปแบบการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน (Public-Private Partnership: PPP) โดยรัฐเป็นผู้ลงทุนในงานโยธาและงานระบบรางพื้นฐาน ขณะที่เอกชนจะลงทุนในระบบรถไฟฟ้า ขบวนรถ และระบบการเดินรถ รวมถึงการจัดเก็บค่าโดยสาร โดยสัญญาสัมปทานมีระยะเวลา 30 ปี
นายสุรพงษ์กล่าวว่า "การเปิดประมูลครั้งนี้เป็นไปตามแผนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมของประเทศ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเดินรถและลดปัญหาจราจรในกรุงเทพฯ และปริมณฑล โดยเฉพาะเส้นทางเชื่อมต่อจากฝั่งตะวันออกเข้าสู่ใจกลางเมือง"
กำหนดการและขั้นตอนการประมูล
กระทรวงคมนาคมจะเปิดให้เอกชนยื่นข้อเสนอทางด้านเทคนิคและราคาในเดือนกันยายนนี้ โดยคาดว่าจะใช้เวลาพิจารณาข้อเสนอประมาณ 3-4 เดือน และจะประกาศผลผู้ชนะการประมูลภายในต้นปี 2568 จากนั้นจะดำเนินการเจรจาสัญญาและลงนามในสัญญาสัมปทานภายในกลางปี 2568
การก่อสร้างคาดว่าจะเริ่มได้ในปี 2569 และใช้เวลาก่อสร้างประมาณ 2-3 ปี ทำให้เปิดให้บริการเชิงพาณิชย์ได้ในปี 2571 ซึ่งจะช่วยรองรับผู้โดยสารได้ประมาณ 400,000 เที่ยวคนต่อวันในปีแรกที่เปิดให้บริการ
ผลกระทบและประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ
โครงการรถไฟฟ้าสายสีส้มช่วงตะวันออกจะช่วยเชื่อมต่อการเดินทางจากฝั่งตะวันออกของกรุงเทพฯ เข้าสู่ใจกลางเมือง โดยเชื่อมต่อกับรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินที่สถานีศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย และเชื่อมต่อกับรถไฟฟ้าสายสีชมพูที่สถานีมีนบุรี ทำให้ระบบขนส่งมวลชนทางรางในกรุงเทพฯ มีความสมบูรณ์มากขึ้น
นอกจากนี้ ยังช่วยลดปัญหาการจราจรติดขัดบนถนนสายหลัก เช่น ถนนรามคำแหง ถนนศรีนครินทร์ และถนนร่มเกล้า รวมถึงลดมลพิษทางอากาศจากการใช้รถยนต์ส่วนบุคคล โดยคาดว่าจะลดปริมาณรถยนต์บนถนนได้ประมาณ 200,000 คันต่อวัน
นายสุรพงษ์กล่าวเพิ่มเติมว่า "โครงการนี้จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจและการลงทุนในพื้นที่ฝั่งตะวันออกของกรุงเทพฯ โดยเฉพาะในเขตมีนบุรี คลองสามวา และหนองจอก ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีการขยายตัวของชุมชนและที่อยู่อาศัยอย่างต่อเนื่อง"
ข้อกำหนดสำหรับผู้เข้าประมูล
ผู้เข้าประมูลจะต้องมีคุณสมบัติตามที่กำหนด เช่น มีประสบการณ์ในการดำเนินโครงการระบบขนส่งมวลชนทางรางขนาดใหญ่ มีฐานะการเงินมั่นคง และมีแผนการดำเนินงานที่สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาล โดยจะพิจารณาจากเกณฑ์ด้านเทคนิค 40% และด้านราคา 60%
ทั้งนี้ กระทรวงคมนาคมจะจัดให้มีการชี้แจงรายละเอียดโครงการ (Request for Proposal: RFP) แก่ผู้สนใจในวันที่ 5 กันยายนนี้ ณ กระทรวงคมนาคม



