รมช.คมนาคมชี้แจงความร่วมมือครั้งประวัติศาสตร์
นายภัทรพงศ์ ภัทรประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยภายหลังร่วมลงนามบันทึกความตกลงระหว่างกรมธนารักษ์กับกรมท่าอากาศยาน (ทย.) ว่า ความร่วมมือครั้งนี้เป็นการบูรณาการงานรัฐที่จะมอบอำนาจให้กรมท่าอากาศยานสามารถบริหารทรัพย์สินในที่ดินของรัฐในพื้นที่สนามบินภูมิภาคทั้ง 28 แห่งได้อย่างคล่องตัว โดยเฉพาะการพัฒนาพื้นที่เชิงพาณิชย์เพื่อสร้างรายได้ให้แก่ ทย. และยกระดับบริการสนามบินภูมิภาคเพื่อรองรับการเติบโตของการเดินทางและเศรษฐกิจในพื้นที่ เป้าหมายคือผลักดันให้ท่าอากาศยานภูมิภาคเป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาระดับภูมิภาค เชื่อมโยงการขนส่งทางอากาศกับเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว กระจายความเจริญสู่ภูมิภาค (Airport for Regional Development)
อธิบดีกรมท่าอากาศยานเผยรายละเอียดอำนาจใหม่
นายดนัย เรืองสอน อธิบดีกรมท่าอากาศยาน กล่าวเสริมว่า การมอบอำนาจจากกรมธนารักษ์ครั้งนี้ทำให้ ทย. สามารถลงนามสัญญาเช่าหรือสัญญาต่างตอบแทนกับเอกชนได้โดยตรงสำหรับโครงการมูลค่าไม่เกิน 500 ล้านบาท อีกทั้งสามารถขยายอายุสัญญาจากเดิมจำกัดครั้งละไม่เกิน 3 ปี ให้ยืดหยุ่นได้ตามความเหมาะสม โดยพื้นที่ภายในอาคารเช่าได้สูงสุด 10 ปี (ร้านค้าปลอดภาษีสูงสุด 15 ปี) พื้นที่ภายนอกอาคารไม่เกิน 2 ไร่ เช่าได้สูงสุด 20 ปี และเกิน 2 ไร่ เช่าได้สูงสุด 30 ปี
นายดนัย ระบุว่า ปัจจุบันกรมท่าอากาศยานมีรายได้เฉลี่ย 300 ล้านบาทต่อปี แต่อำนาจที่เพิ่มขึ้นนี้จะทำให้สามารถสร้างรายได้จากการพัฒนาพื้นที่พาณิชย์เพิ่มขึ้นเป็น 100% หรือประมาณ 600 ล้านบาทต่อปี หลังจากหักเงินส่งคลังแล้ว นอกจากนี้ ทย. ยังมีอำนาจบริหารสัญญาและดำเนินคดีได้ทั้งคดีแพ่ง อาญา และปกครอง เพื่อรักษาผลประโยชน์ของรัฐ
พลิกโฉมสนามบินภูมิภาคเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจท้องถิ่น
กรมท่าอากาศยานจะใช้โอกาสนี้พัฒนาพื้นที่เชิงพาณิชย์ให้ตอบสนองความต้องการของผู้โดยสารและสายการบิน เช่น เพิ่มร้านอาหาร ร้านกาแฟ และสิ่งอำนวยความสะดวกใหม่ ๆ รวมถึงจัดพื้นที่หมุนเวียนสำหรับวิสาหกิจชุมชนและผู้ประกอบการรายย่อย เพื่อให้สนามบินเป็น “ศูนย์กลางเศรษฐกิจท้องถิ่น” ที่เชื่อมโยงการเดินทางกับการสร้างรายได้ในจังหวัด
อธิบดีกรมธนารักษ์ชี้เป็นก้าวสำคัญตามกลยุทธ์ VALUE
นายอัครุตม์ สนธยานนท์ อธิบดีกรมธนารักษ์ กล่าวว่า กรมธนารักษ์ในฐานะผู้กำกับดูแลที่ราชพัสดุ มีภารกิจบริหารทรัพย์สินของรัฐให้คุ้มค่า โปร่งใส และสร้างประโยชน์สูงสุด โดยมียุทธศาสตร์ VALUE เพื่อเพิ่มมูลค่าและคุณค่าทรัพย์สิน การลงนามบันทึกข้อตกลงครั้งนี้เป็นก้าวสำคัญในการดำเนินตามกลยุทธ์ดังกล่าว ปรับกลไกให้สอดคล้องกับบริบทการพัฒนาท่าอากาศยานปัจจุบัน โดยมอบอำนาจให้กรมท่าอากาศยานบริหารจัดการพื้นที่และจัดหาประโยชน์ในที่ราชพัสดุได้อย่างคล่องตัวภายใต้กรอบกฎหมายและหลักธรรมาภิบาล
นายอัครุตม์ กล่าวอีกว่า ความร่วมมือนี้ไม่เพียงอำนวยความสะดวกด้านบริหารจัดการ แต่ยังส่งเสริมการลงทุน การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และเพิ่มมูลค่าทรัพย์สินของรัฐในพื้นที่สนามบินภูมิภาคทั่วประเทศ นำไปสู่การยกระดับคุณภาพบริการประชาชน ผู้โดยสาร และผู้ประกอบการ โดยจะเป็นต้นแบบการบูรณาการระหว่างหน่วยงานภาครัฐที่มุ่งเน้นผลสัมฤทธิ์ร่วมกัน สร้างทั้งคุณค่าทางเศรษฐกิจ สังคม และประโยชน์ต่อประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม
พิธีลงนามครั้งสำคัญ
การลงนามบันทึกความตกลงดังกล่าวมีนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และนายภัทรพงศ์ ภัทรประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เข้าร่วมเป็นประธานและสักขีพยาน โดยมีนายชยธรรม์ พรหมศร ปลัดกระทรวงคมนาคม และนายลวรรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง เป็นผู้ลงนาม พร้อมด้วยผู้บริหารจากกรมท่าอากาศยานนำโดยนายดนัย เรืองสอน และผู้บริหารจากกรมธนารักษ์นำโดยนายอัครุตม์ สนธยานนท์ ณ ห้องประชุมราชรถสโมสร กระทรวงคมนาคม



