ทรัมป์ขึ้นภาษีนำเข้า 25% กระทบเศรษฐกิจไทย 3.5 หมื่นล้าน
ทรัมป์ขึ้นภาษีนำเข้า 25% กระทบเศรษฐกิจไทย 3.5 หมื่นล้าน

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐอเมริกา ประกาศขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากไทยในอัตรา 25% ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2567 เป็นต้นไป การตัดสินใจครั้งนี้ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยอย่างมีนัยสำคัญ โดยคาดว่ามูลค่าความเสียหายจะสูงถึง 3.5 หมื่นล้านบาท

สาเหตุของการขึ้นภาษี

สาเหตุหลักมาจากการที่สหรัฐฯ มองว่าประเทศไทยมีดุลการค้าเกินดุลกับสหรัฐฯ อย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2566 ไทยส่งออกไปสหรัฐฯ คิดเป็นมูลค่า 4.5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่นำเข้าจากสหรัฐฯ เพียง 1.2 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ทำให้เกิดความไม่สมดุลทางการค้า นอกจากนี้ ยังมีประเด็นเรื่องการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาและมาตรฐานแรงงานที่สหรัฐฯ กล่าวหาว่าไทยยังดำเนินการไม่เพียงพอ

สินค้าไทยที่ได้รับผลกระทบ

สินค้าหลักของไทยที่ส่งออกไปสหรัฐฯ และจะถูกเก็บภาษีนำเข้า 25% ได้แก่ อิเล็กทรอนิกส์ เครื่องใช้ไฟฟ้า ยางพารา ผลิตภัณฑ์ยาง รถยนต์และชิ้นส่วน อัญมณีและเครื่องประดับ อาหารทะเลแปรรูป และผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร เช่น ข้าว มันสำปะหลัง และผลไม้ โดยเฉพาะทุเรียน ซึ่งไทยเป็นผู้ส่งออกทุเรียนรายใหญ่ที่สุดของโลก และสหรัฐฯ เป็นตลาดสำคัญ

แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

ผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย

นายสมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์ นักเศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า "การขึ้นภาษีครั้งนี้จะทำให้สินค้าไทยมีราคาแพงขึ้นในตลาดสหรัฐฯ ส่งผลให้ความสามารถในการแข่งขันลดลง และอาจทำให้ผู้ประกอบการไทยต้องลดราคาหรือแบกรับภาระภาษีบางส่วน ซึ่งจะกระทบต่อกำไรและการจ้างงาน" คาดว่ามูลค่าการส่งออกของไทยไปสหรัฐฯ จะลดลง 10-15% ในปีแรก ส่งผลให้ GDP ไทยลดลงประมาณ 0.2-0.3%

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว

มาตรการรับมือของไทย

รัฐบาลไทยโดยกระทรวงพาณิชย์เตรียมเจรจากับสหรัฐฯ เพื่อขอผ่อนผันหรือลดอัตราภาษี โดยชี้แจงถึงความพยายามของไทยในการปรับปรุงมาตรฐานแรงงานและการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา นอกจากนี้ ยังมีแผนกระจายตลาดส่งออกไปยังประเทศอื่น ๆ เช่น จีน อินเดีย และอาเซียน เพื่อลดการพึ่งพาตลาดสหรัฐฯ รวมถึงการส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมายเพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้า

มุมมองจากภาคเอกชน

นายเกรียงไกร เธียรนุกิจ ประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า "เราต้องเร่งเจรจาเพื่อหาทางออกที่ดีที่สุด และในระยะยาวต้องปรับโครงสร้างการผลิตให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ลดต้นทุน และเพิ่มนวัตกรรม เพื่อให้สินค้าไทยยังคงแข่งขันได้" ขณะที่สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทยคาดว่าการส่งออกข้าวไปสหรัฐฯ จะลดลง 20% เนื่องจากภาษีที่สูงขึ้นทำให้ข้าวไทยแพงกว่าข้าวจากประเทศคู่แข่ง

ผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทาน

การขึ้นภาษีครั้งนี้ยังส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานของบริษัทข้ามชาติที่ใช้ไทยเป็นฐานการผลิต โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และยานยนต์ ซึ่งมีสัดส่วนการส่งออกไปสหรัฐฯ สูง บริษัทเหล่านี้อาจพิจารณาย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศอื่นที่ได้รับสิทธิพิเศษทางภาษี เช่น เวียดนาม หรือเม็กซิโก ซึ่งจะส่งผลเสียต่อการจ้างงานและการลงทุนในไทยในระยะยาว

แนวโน้มในอนาคต

นักวิเคราะห์มองว่าหากการเจรจาไม่ประสบผลสำเร็จ ไทยอาจต้องใช้มาตรการตอบโต้ทางการค้า เช่น การขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากสหรัฐฯ ซึ่งอาจนำไปสู่สงครามการค้าและส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ อย่างไรก็ดี รัฐบาลไทยยังคงหวังว่าการเจรจาจะนำไปสู่ข้อตกลงที่เป็นประโยชน์ร่วมกัน ทั้งนี้ ประชาชนทั่วไปอาจได้รับผลกระทบจากราคาสินค้าที่สูงขึ้นและการชะลอตัวของเศรษฐกิจ