ธุรกิจสีเขียว ปัญญาประดิษฐ์ และเศรษฐกิจดิจิทัล กำลังกลายเป็นเทรนด์ธุรกิจดาวรุ่งในปี 2568 ที่นักลงทุนและผู้ประกอบการไม่ควรมองข้าม โดยมีปัจจัยขับเคลื่อนจากการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีและนโยบายของรัฐบาลที่สนับสนุนการลงทุนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต
เทรนด์ธุรกิจดาวรุ่ง 5 อันดับแรก
นายกิตติพงศ์ อุตตมกุล นักวิเคราะห์อาวุโสจากบริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด เปิดเผยว่า เทรนด์ธุรกิจที่มีศักยภาพสูงในปี 2568 ประกอบด้วย 5 กลุ่มธุรกิจหลัก ได้แก่ พลังงานสะอาดและยานยนต์ไฟฟ้า ปัญญาประดิษฐ์และระบบอัตโนมัติ เศรษฐกิจดิจิทัลและฟินเทค ธุรกิจสุขภาพและเทคโนโลยีชีวภาพ และธุรกิจเพื่อสิ่งแวดล้อมและเศรษฐกิจหมุนเวียน โดยแต่ละกลุ่มมีปัจจัยหนุนที่แตกต่างกันไป
พลังงานสะอาดและยานยนต์ไฟฟ้า
ธุรกิจพลังงานสะอาด โดยเฉพาะพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลม รวมถึงธุรกิจยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และสถานีชาร์จ กำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดด จากนโยบายของรัฐบาลที่ตั้งเป้าให้ไทยเป็นฐานการผลิต EV ในภูมิภาค โดยในปี 2567 มียอดจดทะเบียนรถยนต์ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นกว่า 200% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ซึ่งสะท้อนถึงความต้องการที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
นายกิตติพงศ์กล่าวว่า "ธุรกิจพลังงานสะอาดไม่เพียงตอบโจทย์การลดคาร์บอน แต่ยังมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยสูงถึง 15-20% ต่อปีในระยะ 5 ปีข้างหน้า"
ปัญญาประดิษฐ์และระบบอัตโนมัติ
ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และระบบอัตโนมัติเป็นอีกหนึ่งเทรนด์ที่มาแรง โดยเฉพาะในภาคการผลิตและการบริการ เช่น การใช้ AI ในการวิเคราะห์ข้อมูล การพัฒนาแชทบอท และระบบอัตโนมัติในโรงงานอุตสาหกรรม ซึ่งช่วยลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน
ตลาด AI ในประเทศไทยคาดว่าจะมีมูลค่าสูงถึง 1.5 แสนล้านบาทภายในปี 2570 โดยธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับ AI เช่น การพัฒนาซอฟต์แวร์ ระบบคลาวด์ และการให้บริการ AI-as-a-Service จะมีโอกาสเติบโตสูง
เศรษฐกิจดิจิทัลและฟินเทค
เศรษฐกิจดิจิทัล โดยเฉพาะธุรกิจอีคอมเมิร์ซ ฟินเทค และการชำระเงินดิจิทัล ยังคงขยายตัวต่อเนื่อง จากพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนมาซื้อสินค้าออนไลน์มากขึ้น รวมถึงการสนับสนุนจากภาครัฐในการผลักดันระบบการชำระเงินแบบดิจิทัล เช่น โครงการ "คนละครึ่ง" และ "เราชนะ" ที่ช่วยกระตุ้นการใช้งาน
ธุรกิจฟินเทค เช่น การให้สินเชื่อดิจิทัล การลงทุนผ่านแพลตฟอร์ม และสกุลเงินดิจิทัล ก็มีแนวโน้มเติบโตสูง โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ที่ไม่สามารถเข้าถึงบริการทางการเงินแบบดั้งเดิม
ธุรกิจสุขภาพและเทคโนโลยีชีวภาพ
ธุรกิจสุขภาพและเทคโนโลยีชีวภาพได้รับความสนใจมากขึ้นหลังการแพร่ระบาดของโควิด-19 โดยเฉพาะการพัฒนาวัคซีน การตรวจวินิจฉัยโรค และการแพทย์ทางไกล (Telemedicine) รวมถึงธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพจิตและเวชศาสตร์ชะลอวัย ซึ่งมีแนวโน้มเติบโตสูงในกลุ่มผู้สูงอายุ
คาดว่าตลาดเทคโนโลยีชีวภาพในไทยจะมีมูลค่ากว่า 8 หมื่นล้านบาทในปี 2568 โดยได้รับแรงหนุนจากนโยบายของรัฐที่ส่งเสริมการลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนา
ธุรกิจเพื่อสิ่งแวดล้อมและเศรษฐกิจหมุนเวียน
ธุรกิจเพื่อสิ่งแวดล้อม เช่น การจัดการขยะ การรีไซเคิล และพลังงานหมุนเวียน รวมถึงเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ที่เน้นการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า กำลังเป็นที่ต้องการของตลาด โดยเฉพาะในกลุ่มผู้บริโภคที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม
นายกิตติพงศ์กล่าวเพิ่มเติมว่า "ธุรกิจที่สามารถนำเสนอโซลูชันที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมจะได้รับความนิยมมากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มธุรกิจขนาดเล็กและสตาร์ทอัพที่มีนวัตกรรม"
ปัจจัยเสี่ยงที่ต้องระวัง
อย่างไรก็ตาม นักลงทุนควรพิจารณาปัจจัยเสี่ยง เช่น ความผันผวนของเศรษฐกิจโลก อัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้น และความไม่แน่นอนทางการเมือง ซึ่งอาจกระทบต่อการเติบโตของธุรกิจเหล่านี้ รวมถึงการแข่งขันที่รุนแรงในบางอุตสาหกรรมที่อาจทำให้อัตรากำไรลดลง
สรุปแล้ว เทรนด์ธุรกิจดาวรุ่งในปี 2568 มีโอกาสสร้างผลตอบแทนสูง แต่ต้องอาศัยการวิเคราะห์อย่างรอบคอบและการปรับตัวให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีและพฤติกรรมผู้บริโภค



