เปลี่ยนเกมข้าวไทย จากขายปริมาณ สู่ขายคุณค่า เพิ่มรายได้ชาวนา
เปลี่ยนเกมข้าวไทย จากขายปริมาณ สู่ขายคุณค่า เพิ่มรายได้ชาวนา

นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ประเทศไทยปลูกข้าวบนพื้นที่กว่า 74.7 ล้านไร่ มีเกษตรกรกว่า 4.6 ล้านครัวเรือน และในช่วงหลายปีที่ผ่านมา พื้นที่ปลูกข้าวนาปรังเพิ่มขึ้นจาก 8 ล้านไร่ เป็น 13 ล้านไร่ ส่งผลให้ผลผลิตเพิ่มขึ้นตาม แต่สิ่งที่ตามมาคือการแข่งขันด้านราคา ชาวนาไทยจำนวนมากจึงต้องขายข้าวเปลือกเป็นวัตถุดิบ ราคาขึ้นลงตามตลาดโลก แข่งขันกับประเทศผู้ส่งออกรายใหญ่อย่างเวียดนาม อินเดีย และปากีสถาน การผลิตมากไม่ได้หมายความว่าจะขายได้เงินมากเสมอไป

ญี่ปุ่นขายคุณค่า ไม่ใช่ปริมาณ

ในทางตรงกันข้าม ญี่ปุ่นไม่ได้แข่งขันด้วยปริมาณ แต่แข่งขันด้วยคุณภาพ ข้าวแต่ละพื้นที่มีเรื่องราว มีแบรนด์ มีมาตรฐาน และมีอัตลักษณ์เฉพาะ เช่น ข้าวโคชิฮิคาริ หรือข้าวจากแต่ละจังหวัดที่ผู้บริโภคยอมจ่ายแพง เพราะเชื่อมั่นในคุณภาพและแหล่งผลิต ผู้บริโภคญี่ปุ่นไม่ได้ซื้อแค่ข้าว แต่ซื้อรสชาติ ความปลอดภัย ความเชื่อมั่น และเรื่องราวของสินค้า

ไทยเปลี่ยนเกม สู่ข้าวพรีเมียม 3 กลุ่ม

กระทรวงพาณิชย์กำลังผลักดันแนวคิด เปลี่ยนจากขายปริมาณเป็นขายคุณค่า ผ่านการพัฒนาข้าวพรีเมียม 3 กลุ่ม ได้แก่ 1) ข้าวรักษ์โลก เช่น ข้าวอินทรีย์ ข้าวคาร์บอนต่ำ ที่ผลิตตามมาตรฐานความยั่งยืน เนื่องจากผู้บริโภคทั่วโลกให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น และหลายประเทศเริ่มใช้มาตรการด้านคาร์บอนในการค้า 2) ข้าวเพื่อสุขภาพ เช่น ข้าวไรซ์เบอร์รี่ ข้าวสี ข้าว Low GI ข้าวเสริมคุณค่าทางโภชนาการ ซึ่งเป็นตลาดที่กำลังเติบโตอย่างต่อเนื่อง รองรับสังคมสูงวัยและคนไทยรักสุขภาพ 3) ข้าวที่มีเรื่องราว เช่น ข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้ ข้าวสังข์หยดพัทลุง ข้าวพันธุ์พื้นเมือง ข้าวดอย ซึ่งมีแหล่งกำเนิดชัดเจน มีภูมิปัญญาท้องถิ่น หรือได้รับการขึ้นทะเบียน GI สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มได้ เพราะผู้บริโภคจำนวนมากยอมจ่ายเพื่อสินค้าที่หาไม่ได้จากที่อื่น

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว
แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

โอกาสขายได้ราคาสูงขึ้น 1.2-3.4 เท่า

สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) ได้ศึกษาและพบว่า ข้าวอินทรีย์มีโอกาสขายได้ราคาสูงกว่าข้าวทั่วไป 1.5-3 เท่า ข้าว GI สูงกว่า 1.5-3.4 เท่า ข้าวเพื่อสุขภาพและข้าวสี สูงกว่า 1.2-3 เท่า ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่าการเพิ่มมูลค่าให้สินค้า สามารถสร้างราคาพรีเมียมได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าชาวนาทุกคนจะขายได้ราคานี้ทันที เพราะยังต้องมีมาตรฐานการผลิต ระบบรับรอง ตลาดรองรับ และโครงสร้างพื้นฐานที่พร้อม

ความท้าทายของไทย

การเปลี่ยนผ่านไม่ใช่เรื่องง่าย ชาวนาไทยยังเผชิญปัญหาหลายด้าน เช่น ต้นทุนการผลิตสูง การเข้าถึงมาตรฐานยังจำกัด โรงสีและสหกรณ์บางแห่งขาดสภาพคล่อง การสร้างแบรนด์ข้าวไทยยังไม่แข็งแรงเท่าที่ควร เมื่อโลกเปลี่ยน ตลาดก็เปลี่ยน ผู้บริโภคยุคใหม่ไม่ได้เลือกซื้อสินค้าเพียงเพราะราคาถูก แต่เลือกจากคำถามว่า ผลิตอย่างยั่งยืนหรือไม่ ดีต่อสุขภาพหรือเปล่า มีที่มาที่ไปและเรื่องราวหรือไม่ หากตอบคำถามเหล่านี้ได้ ข้าวก็ไม่ใช่เพียงสินค้าเกษตรธรรมดา แต่กลายเป็นสินค้ามูลค่าสูงที่ผู้บริโภคยินดีจ่ายแพงขึ้น

บทเรียนจากญี่ปุ่นถึงชาวนาไทย

สิ่งที่ทำให้ชาวนาญี่ปุ่นมีรายได้ดีกว่า ไม่ใช่เพราะปลูกข้าวเก่งกว่า แต่เพราะพวกเขาสามารถเปลี่ยนข้าวให้กลายเป็นสินค้าที่มีคุณค่า มีแบรนด์ และมีตลาดที่พร้อมจ่าย วันนี้ประเทศไทยกำลังเดินไปในทิศทางเดียวกัน ความท้าทายจึงไม่ใช่การปลูกข้าวให้ได้มากที่สุดอีกต่อไป แต่คือการทำอย่างไรให้ข้าวไทยหนึ่งกิโลกรัมมีมูลค่ามากกว่าที่เคย และทำให้รายได้ของชาวนาเติบโตไปพร้อมกับคุณค่าของข้าวไทยในสายตาผู้บริโภคทั่วโลก