ดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมเดือนพฤษภาคม 2569 ร่วงลงสู่ระดับ 84.7 ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 48 เดือน หรือ 4 ปี สะท้อนถึงความกังวลของผู้ประกอบการต่อภาวะเศรษฐกิจภายในประเทศ ต้นทุนการดำเนินธุรกิจที่สูง และการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น โดยดัชนีลดลงจาก 85.3 ในเดือนเมษายน
ปัจจัยที่ส่งผลให้ดัชนีปรับตัวลดลง
นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และนายปณิธาน ปวโรฬารวิทยา เลขาธิการ ส.อ.ท. เปิดเผยว่าปัจจัยสำคัญมาจากภาคการผลิตที่ยังชะลอตัว โดยเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรมที่ยังไม่ได้รับอานิสงส์จากการส่งออกและการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ขณะที่การนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะสินค้าอุปโภคบริโภค เช่น เครื่องสำอาง เครื่องประดับ และเฟอร์นิเจอร์ ส่งผลให้ผู้ประกอบการไทยเผชิญการแข่งขันสูงขึ้น
ต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้นและราคาพลังงานที่ยังอยู่ในระดับสูงยังคงเป็นแรงกดดันต่อภาคธุรกิจ รวมถึงกระทบต่อกำลังซื้อของผู้บริโภค ปัญหาการขาดแคลนแรงงานในภาคก่อสร้าง ภาคเกษตร และภาคการผลิตยังเป็นอุปสรรคต่อการดำเนินธุรกิจของผู้ประกอบการหลายราย
สถานการณ์ตะวันออกกลางและผลกระทบต่อพลังงาน
อีกปัจจัยที่ภาคอุตสาหกรรมติดตามอย่างใกล้ชิดคือสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานด้านพลังงานและวัตถุดิบสำคัญ เช่น แนฟทาและปุ๋ยเคมี ที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมปิโตรเคมี พลาสติก บรรจุภัณฑ์ และเกษตรแปรรูป รวมถึงเพิ่มภาระต้นทุนด้านการขนส่ง
แรงสนับสนุนจากอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์
อย่างไรก็ตาม ภาคอุตสาหกรรมยังได้รับแรงสนับสนุนจากความต้องการสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่ขยายตัวต่อเนื่องตามการเติบโตของเทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (AI) ส่งผลดีต่อการส่งออกชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ แผงวงจรไฟฟ้า และเซมิคอนดักเตอร์ รวมถึงการลงทุนในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และศูนย์ข้อมูล (Data Center) ที่ยังเติบโตอย่างต่อเนื่อง
ผลสำรวจผู้ประกอบการและแนวโน้มใน 3 เดือน
ผลสำรวจผู้ประกอบการจำนวน 1,347 ราย จาก 48 กลุ่มอุตสาหกรรม พบว่าความกังวลเกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจภายในประเทศและการเข้าถึงสินเชื่อเพิ่มสูงขึ้น ขณะที่ดัชนีคาดการณ์ความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมในช่วง 3 เดือนข้างหน้า อยู่ที่ระดับ 91.8 ลดลงจาก 92.8 ในเดือนก่อน สะท้อนว่าผู้ประกอบการยังคงติดตามความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ พลังงาน และต้นทุนการผลิตอย่างใกล้ชิด
มุมมองต่อสถานการณ์สหรัฐฯ-อิหร่าน และบอร์ดเซมิคอนดักเตอร์
นางพิมพ์ใจกล่าวว่า หากสถานการณ์ระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านยังเป็นไปในทิศทางที่ดี และไม่มีปัจจัยลบเพิ่มเติม คาดว่าดัชนีความเชื่อมั่นในเดือนมิถุนายน 2569 มีโอกาสปรับตัวดีขึ้น และช่วยผ่อนคลายแรงกดดันด้านราคาพลังงานได้บางส่วน แม้จะประเมินว่าราคาพลังงานอาจยังไม่ปรับลดลงอย่างรวดเร็วในช่วง 6 เดือนข้างหน้า เนื่องจากผลกระทบจากความขัดแย้งที่ยังส่งผลต่อเส้นทางการขนส่งและระบบพลังงานโลก
ส่วนประเด็นการจัดตั้งคณะกรรมการเซมิคอนดักเตอร์แห่งชาติ หรือบอร์ดเซมิคอนดักเตอร์แห่งชาติ ของรัฐบาล มองว่าเป็นก้าวสำคัญในการผลักดันอุตสาหกรรมแห่งอนาคตของไทย โดยปัจจุบันสมาชิกของ ส.อ.ท. หลายรายมีการผลิตเซมิคอนดักเตอร์เพื่อการพาณิชย์ รวมถึงมีผู้ประกอบการที่สามารถออกแบบชิปได้เองอยู่แล้ว จึงมองว่าไทยมีศักยภาพที่จะก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ในภูมิภาคได้ หากได้รับการสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง
สิ่งที่ไทยยังต้องเร่งดำเนินการคือการพัฒนาบุคลากร โดยเฉพาะด้านการออกแบบชิป (Chip Designer) ควบคู่กับการดึงดูดนักลงทุนต่างชาติที่นำทั้งเงินลงทุนและองค์ความรู้ทางเทคโนโลยีเข้ามาพัฒนาอุตสาหกรรมในประเทศ เพื่อสร้างระบบนิเวศอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ที่ครบวงจร และผลักดันให้เกิดชิปฝีมือคนไทยในอนาคต
ข้อเสนอจาก ส.อ.ท. ต่อภาครัฐ
นายปณิธานกล่าวว่า การพัฒนาอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ไม่ใช่เพียงการผลิตชิปเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการสร้างห่วงโซ่อุปทานที่ครบวงจรภายในประเทศ ซึ่งจะช่วยให้ผลประโยชน์จากการลงทุนกระจายตัวไปยังภาคส่วนต่าง ๆ มากขึ้น และลดความเสี่ยงของการเติบโตแบบกระจุกตัวหรือ K-Shape ที่เกิดขึ้นในบางอุตสาหกรรม
ทั้งนี้ ส.อ.ท. เสนอให้ภาครัฐพิจารณาขยายมาตรการอุดหนุนน้ำมันสำหรับภาคขนส่งแบบมุ่งเป้า ส่งเสริมการเข้าถึงแหล่งเงินทุนของผู้ประกอบการ SMEs ผ่านกลไก Supply Chain Financing สนับสนุนโครงการ "พี่ช่วยน้อง" เพื่อเพิ่มโอกาสเข้าถึงสินเชื่อของผู้ประกอบการรายเล็ก รณรงค์การใช้สินค้าไทยเพื่อลดการพึ่งพาสินค้านำเข้า รวมถึงศึกษาความเป็นไปได้ในการนำเทคโนโลยีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR) มาเป็นทางเลือกด้านพลังงาน เพื่อเสริมความมั่นคงทางพลังงานของประเทศในระยะยาว



