กระทรวงพาณิชย์รายงานตัวเลขการค้าระหว่างประเทศของไทยในเดือนเมษายน 2567 พบว่าการส่งออกหดตัวลงร้อยละ 6.6 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน สู่ระดับ 2.32 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยมีสาเหตุหลักจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อ ซึ่งส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานและความต้องการสินค้าโลก
ปัจจัยที่ทำให้ส่งออกหดตัว
นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า สงครามระหว่างอิสราเอลและกลุ่มฮามาส รวมถึงความตึงเครียดในทะเลแดง เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้การขนส่งสินค้าล่าช้าและต้นทุนสูงขึ้น โดยเฉพาะสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมที่ไทยส่งออกไปยังตลาดตะวันออกกลางและยุโรป นอกจากนี้ ภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวยังกดดันความต้องการสินค้าไทยในตลาดหลักอย่างสหรัฐฯ จีน และญี่ปุ่น
สินค้าส่งออกหลักได้รับผลกระทบ
สินค้าส่งออกสำคัญของไทยที่หดตัวรุนแรง ได้แก่ รถยนต์และส่วนประกอบ ลดลงร้อยละ 12.3 อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ลดลงร้อยละ 9.8 และผลิตภัณฑ์ยาง ลดลงร้อยละ 7.5 ขณะที่สินค้าเกษตรบางรายการ เช่น ข้าว และมันสำปะหลัง ยังคงขยายตัวได้เล็กน้อยจากความต้องการของตลาดเอเชีย
การนำเข้าลดลงตาม
ด้านการนำเข้าในเดือนเมษายน 2567 มีมูลค่า 2.45 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ลดลงร้อยละ 8.3 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยการนำเข้าลดลงเกือบทุกหมวด โดยเฉพาะน้ำมันดิบที่นำเข้าน้อยลงตามราคาที่ปรับลดลง และเครื่องจักรที่ชะลอตัวตามกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ซบเซา ส่งผลให้ไทยขาดดุลการค้าในเดือนนี้ 1,300 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
แนวโน้มการส่งออกในระยะต่อไป
กระทรวงพาณิชย์คาดว่าการส่งออกไทยในช่วงครึ่งปีหลังจะเริ่มฟื้นตัว หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางคลี่คลายและเศรษฐกิจโลกปรับตัวดีขึ้น โดยเฉพาะจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของจีนและสหรัฐฯ อย่างไรก็ตาม ยังต้องจับตาความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนที่ผันผวนและปัญหาภัยแล้งที่อาจกระทบผลผลิตเกษตร
นายจุรินทร์กล่าวว่า "เราจะเร่งผลักดันการส่งออกไปยังตลาดใหม่ เช่น ตะวันออกกลางและแอฟริกา รวมถึงส่งเสริมการขายผ่านช่องทางออนไลน์ เพื่อลดผลกระทบจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์" ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์ยังคงเป้าหมายการส่งออกทั้งปีไว้ที่ขยายตัวร้อยละ 1-2



