สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) เปิดเผยตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ประจำไตรมาส 3 ปี 2567 ขยายตัว 2.4% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งเป็นอัตราการขยายตัวสูงสุดในรอบ 5 ไตรมาส นับตั้งแต่ไตรมาส 2 ปี 2566 ที่ขยายตัว 2.6%
ปัจจัยหนุนการขยายตัว
การขยายตัวในไตรมาสนี้ได้รับแรงหนุนหลักจากการบริโภคภาคเอกชนที่ขยายตัว 3.2% และการลงทุนภาครัฐที่ขยายตัว 5.8% ขณะที่การใช้จ่ายภาครัฐขยายตัว 2.1% อย่างไรก็ตาม การส่งออกสินค้าชะลอตัวเหลือ 0.9% จากไตรมาสก่อนที่ขยายตัว 2.1%
นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒน์ กล่าวว่า “เศรษฐกิจไทยในไตรมาส 3 ได้รับปัจจัยสนับสนุนจากการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวและการบริโภคในประเทศ รวมถึงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ”
การบริโภคและการลงทุน
การบริโภคภาคเอกชนขยายตัว 3.2% โดยได้รับอานิสงส์จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล เช่น โครงการช้อปดีมีคืน และการท่องเที่ยวที่ฟื้นตัวต่อเนื่อง ส่งผลให้การใช้จ่ายในหมวดสินค้าคงทนและบริการเพิ่มขึ้น ขณะที่การลงทุนภาคเอกชนขยายตัว 2.4% ชะลอตัวลงจากไตรมาสก่อนที่ขยายตัว 3.1%
การลงทุนภาครัฐขยายตัว 5.8% เร่งตัวขึ้นจากการเบิกจ่ายงบประมาณรายจ่ายลงทุนของรัฐบาลและรัฐวิสาหกิจ โดยเฉพาะโครงการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่
ภาคการท่องเที่ยว
ภาคการท่องเที่ยวยังคงเป็นปัจจัยสำคัญ โดยมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าไทยรวม 8.2 ล้านคนในไตรมาส 3 เพิ่มขึ้น 18.6% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน สร้างรายได้ประมาณ 4.2 แสนล้านบาท
การใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวต่างชาติขยายตัว 19.2% ขณะที่จำนวนนักท่องเที่ยวจีนยังคงเป็นอันดับหนึ่ง รองลงมาคือมาเลเซียและอินเดีย
แนวโน้มเศรษฐกิจ
สภาพัฒน์คงประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2567 ที่ขยายตัว 2.5-3.0% โดยมีปัจจัยเสี่ยงจากเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ และหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง ขณะที่แรงหนุนสำคัญมาจากการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว การบริโภคในประเทศ และการลงทุนภาครัฐ
“เศรษฐกิจไทยยังมีความไม่แน่นอนจากปัจจัยภายนอก โดยเฉพาะการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีนและสหรัฐฯ รวมถึงความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่อาจส่งผลต่อราคาพลังงาน” นายดนุชากล่าว



