สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ของไทยในไตรมาสที่ 3 ของปี 2568 ขยายตัว 3.0% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งเป็นอัตราการเติบโตสูงสุดในรอบ 2 ปี และสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ที่ 2.8% โดยได้แรงหนุนสำคัญจากการบริโภคภาคเอกชน การท่องเที่ยว และการลงทุนภาครัฐ
การบริโภคและการลงทุนหนุนเศรษฐกิจ
การบริโภคภาคเอกชนขยายตัว 4.2% จากไตรมาสเดียวกันของปีก่อน ขณะที่การลงทุนภาครัฐเพิ่มขึ้น 5.1% จากการเร่งเบิกจ่ายงบประมาณและการลงทุนในโครงการโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะโครงการรถไฟทางคู่และมอเตอร์เวย์ ส่วนการลงทุนภาคเอกชนขยายตัว 2.3% ชะลอตัวลงเล็กน้อยจากไตรมาสก่อน
ด้านการส่งออกสินค้าขยายตัว 2.8% ฟื้นตัวดีขึ้นจากที่หดตัวในไตรมาสก่อน ขณะที่การนำเข้าขยายตัว 3.5% สะท้อนอุปสงค์ในประเทศที่เพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม ดุลการค้าขาดดุล 1.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ จากการนำเข้าน้ำมันและวัตถุดิบที่สูงขึ้น
การท่องเที่ยวฟื้นตัวต่อเนื่อง
ภาคการท่องเที่ยวเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โดยมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าไทยในไตรมาส 3 จำนวน 8.2 ล้านคน เพิ่มขึ้น 18% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน สร้างรายได้ประมาณ 1.1 ล้านล้านบาท โดยนักท่องเที่ยวจากจีน มาเลเซีย และอินเดียยังคงเป็นตลาดหลัก
นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสศช. กล่าวว่า "การฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวและการบริโภคในประเทศเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้เศรษฐกิจไทยในไตรมาส 3 ขยายตัวได้ดีกว่าคาด โดยเฉพาะการบริโภคที่ได้รับอานิสงส์จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล"
คาดการณ์ทั้งปี 2568
สศช. ปรับประมาณการอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยในปี 2568 อยู่ที่ 2.6% โดยมีช่วงคาดการณ์ 2.3-2.8% จากเดิมคาดไว้ที่ 2.5% โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากการบริโภคและการท่องเที่ยวที่ยังขยายตัวดี อย่างไรก็ตาม ยังมีความเสี่ยงจากเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ และปัญหาหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง
นอกจากนี้ สศช. ยังคงประมาณการอัตราเงินเฟ้อทั่วไปในปี 2568 ไว้ที่ 1.2% และคาดว่าดุลบัญชีเดินสะพัดจะเกินดุล 1.5% ของ GDP ขณะที่หนี้สาธารณะต่อ GDP จะอยู่ที่ 62% ซึ่งยังอยู่ในกรอบวินัยการเงินการคลัง



