กระทรวงการคลังรายงานภาวะเศรษฐกิจไทยเดือนกุมภาพันธ์ 2568 พบว่าการส่งออกขยายตัว 3.5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่อัตราเงินเฟ้อทั่วไปทรงตัว ภาคการท่องเที่ยวยังคงฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง สะท้อนให้เห็นถึงเสถียรภาพทางเศรษฐกิจโดยรวม
การส่งออกขยายตัว 3.5%
สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยว่า การส่งออกในเดือนกุมภาพันธ์ 2568 มีมูลค่ารวม 22,400 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัว 3.5% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยได้รับแรงหนุนจากความต้องการสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมในตลาดโลกที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะสินค้ากลุ่มยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ และยางพารา
นายพรชัย ฐีระเวช ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง กล่าวว่า “การส่งออกที่ขยายตัวต่อเนื่องเป็นสัญญาณบวกต่อเศรษฐกิจไทย สะท้อนถึงความสามารถในการแข่งขันของสินค้าไทยในตลาดโลก” อย่างไรก็ตาม ยังต้องจับตาปัจจัยเสี่ยงจากความผันผวนของเศรษฐกิจโลกและความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์
เงินเฟ้อทั่วไปทรงตัว
อัตราเงินเฟ้อทั่วไปในเดือนกุมภาพันธ์ 2568 อยู่ที่ 1.2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งทรงตัวจากเดือนก่อนหน้า โดยได้รับอิทธิพลจากราคาพลังงานที่ปรับตัวลดลงเล็กน้อย ขณะที่ราคาอาหารสดยังคงทรงตัว ส่งผลให้กำลังซื้อของผู้บริโภคยังคงอยู่ในระดับที่ดี
ด้านเงินเฟ้อพื้นฐานซึ่งไม่รวมหมวดอาหารสดและพลังงาน อยู่ที่ 0.8% สะท้อนถึงแรงกดดันด้านราคาที่ไม่สูงมากนัก ทำให้ธนาคารแห่งประเทศไทยมีพื้นที่ในการดำเนินนโยบายการเงินที่ผ่อนคลายต่อไป
ภาคท่องเที่ยวฟื้นตัว
จำนวนนักท่องเที่ยวต่างประเทศในเดือนกุมภาพันธ์ 2568 มีจำนวน 3.2 ล้านคน เพิ่มขึ้น 15% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยนักท่องเที่ยวจากจีน มาเลเซีย และอินเดียเป็นกลุ่มหลักที่ขับเคลื่อนการฟื้นตัว รายได้จากการท่องเที่ยวในเดือนนี้อยู่ที่ประมาณ 1.5 แสนล้านบาท ส่งผลดีต่อธุรกิจที่เกี่ยวข้องและการจ้างงาน
นายพรชัยกล่าวเสริมว่า “ภาคการท่องเที่ยวยังคงเป็นเครื่องจักรสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย การฟื้นตัวอย่างต่อเนื่องจะช่วยสนับสนุนการบริโภคและการลงทุนในประเทศ” อย่างไรก็ตาม ยังต้องเฝ้าระวังสถานการณ์โรคระบาดและการแข่งขันจากประเทศเพื่อนบ้าน
เสถียรภาพเศรษฐกิจโดยรวม
กระทรวงการคลังประเมินว่าเศรษฐกิจไทยในเดือนกุมภาพันธ์ 2568 ยังคงมีเสถียรภาพ โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากการส่งออกและการท่องเที่ยว ขณะที่อัตราเงินเฟ้ออยู่ในระดับต่ำ ทำให้การบริโภคภายในประเทศยังคงขยายตัวได้ดี นอกจากนี้ ฐานะการคลังของประเทศยังมั่นคง โดยมีเงินคงคลังเพียงพอต่อการบริหารจัดการ
อย่างไรก็ตาม ยังมีปัจจัยเสี่ยงที่ต้องติดตาม เช่น ความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก ราคาพลังงานที่ผันผวน และปัญหาหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจในระยะต่อไป



