ธุรกิจไทยกำลังเผชิญกับแรงกดดันให้ปรับตัวอย่างรวดเร็วเพื่อรับมือกับความท้าทายในปี 2568 โดยเฉพาะการนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้และการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน จากการวิเคราะห์ของศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ (SCB EIC) พบว่ามี 3 ปัจจัยหลักที่ธุรกิจต้องให้ความสำคัญ ได้แก่ การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี ความยั่งยืน และความผันผวนของเศรษฐกิจโลก
ปัจจัยที่ 1: การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี
เทคโนโลยี AI และระบบอัตโนมัติกำลังเข้ามามีบทบาทสำคัญในการดำเนินธุรกิจ โดยเฉพาะในด้านการผลิตและการบริการ ธุรกิจที่สามารถปรับตัวและนำเทคโนโลยีมาใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพจะมีโอกาสเติบโตสูงกว่าคู่แข่ง ตัวอย่างเช่น การใช้ AI ในการวิเคราะห์ข้อมูลลูกค้าเพื่อปรับปรุงการตลาด หรือการใช้หุ่นยนต์ในกระบวนการผลิตเพื่อลดต้นทุน
นายกฤษฎา เสกธีระ ผู้อำนวยการ SCB EIC กล่าวว่า “ธุรกิจที่ไม่ปรับตัวอาจเสียเปรียบในการแข่งขัน เพราะเทคโนโลยีจะเปลี่ยนโฉมหน้าอุตสาหกรรมหลายประเภทในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า”
ปัจจัยที่ 2: ความยั่งยืน
ความยั่งยืนกลายเป็นประเด็นที่ผู้บริโภคและนักลงทุนให้ความสำคัญมากขึ้น ธุรกิจต้องปรับตัวให้สอดคล้องกับแนวทางการพัฒนาที่ยั่งยืน เช่น การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การใช้พลังงานหมุนเวียน และการจัดการของเสียอย่างมีประสิทธิภาพ
รายงานของ SCB EIC ระบุว่า 68% ของผู้บริโภคไทยยินดีจ่ายเงินเพิ่มสำหรับสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นสัญญาณว่าธุรกิจต้องให้ความสำคัญกับความยั่งยืนมากขึ้น
ปัจจัยที่ 3: ความผันผวนของเศรษฐกิจโลก
เศรษฐกิจโลกยังคงมีความไม่แน่นอนจากปัจจัยต่างๆ เช่น สงครามการค้า ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ และอัตราเงินเฟ้อที่ผันผวน ธุรกิจไทยต้องเตรียมรับมือกับความเสี่ยงเหล่านี้โดยการกระจายความเสี่ยงในห่วงโซ่อุปทานและการบริหารจัดการต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ
นอกจากนี้ ธุรกิจควรให้ความสำคัญกับการพัฒนาบุคลากรให้มีทักษะที่จำเป็นสำหรับยุคดิจิทัล เช่น ทักษะด้าน AI การวิเคราะห์ข้อมูล และการบริหารจัดการความยั่งยืน
นายกฤษฎาเสริมว่า “การลงทุนในเทคโนโลยีและการพัฒนาบุคลากรเป็นกุญแจสำคัญที่จะทำให้ธุรกิจไทยอยู่รอดและเติบโตในระยะยาว”
สรุป
ปี 2568 จะเป็นปีแห่งการเปลี่ยนแปลงสำหรับธุรกิจไทย การปรับตัวให้ทันกับเทคโนโลยี ความยั่งยืน และความผันผวนของเศรษฐกิจโลกเป็นสิ่งจำเป็น ธุรกิจที่สามารถปรับตัวได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพจะมีโอกาสประสบความสำเร็จในยุคใหม่นี้



