ศูนย์วิจัยกสิกรไทยเปิดเผยประมาณการตลาดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในประเทศไทยปี 2568 ว่าจะมีมูลค่ารวม 5.6 แสนล้านบาท เติบโต 3.7% จากปีก่อน โดยได้รับปัจจัยหนุนสำคัญจากภาคการท่องเที่ยวที่ฟื้นตัวและการจัดกิจกรรมทางเศรษฐกิจต่างๆ ที่กระตุ้นการบริโภค
ตลาดเบียร์และสุราขยายตัวต่างกัน
รายงานระบุว่าเบียร์ยังคงครองส่วนแบ่งตลาดสูงสุดที่ 59% หรือประมาณ 3.3 แสนล้านบาท เติบโต 4.5% ขณะที่สุรามีสัดส่วน 41% หรือ 2.3 แสนล้านบาท เติบโต 2.5% การเติบโตของเบียร์สูงกว่าสุรา เนื่องจากได้รับอานิสงส์จากการท่องเที่ยวและกิจกรรมกลางแจ้งที่กลับมาคึกคัก
ปัจจัยหนุนจากท่องเที่ยวและกิจกรรมทางเศรษฐกิจ
นางสาวกิตติยา ทรัพย์เจริญ นักวิเคราะห์อาวุโส ศูนย์วิจัยกสิกรไทย กล่าวว่า "การฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวโดยเฉพาะนักท่องเที่ยวต่างชาติที่กลับมาเพิ่มขึ้น ส่งผลให้การบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในสถานบันเทิงและร้านอาหารขยายตัวตามไปด้วย" นอกจากนี้ การจัดกิจกรรมคอนเสิร์ต เทศกาล และการแข่งขันกีฬาต่างๆ ยังช่วยกระตุ้นยอดขายในกลุ่มผู้บริโภคคนรุ่นใหม่
ปัจจัยเสี่ยงที่ต้องจับตา
อย่างไรก็ตาม ตลาดยังเผชิญปัจจัยท้าทายหลายด้าน โดยเฉพาะกำลังซื้อของผู้บริโภคที่ยังฟื้นตัวไม่เต็มที่ ค่าครองชีพที่สูงขึ้น และหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง ส่งผลให้ผู้บริโภคบางกลุ่มหันมาประหยัดค่าใช้จ่าย นอกจากนี้ นโยบายควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ของภาครัฐ เช่น การจำกัดเวลาและสถานที่ขาย รวมถึงการขึ้นภาษีสรรพสามิต ยังเป็นปัจจัยกดดันการเติบโตของตลาด
แนวโน้มการปรับตัวของผู้ประกอบการ
ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมต้องปรับกลยุทธ์เพื่อรับมือกับความท้าทาย โดยเน้นการสร้างความแตกต่างของสินค้า การทำการตลาดแบบเจาะกลุ่มเป้าหมายเฉพาะ และการขยายช่องทางจำหน่ายออนไลน์ เพื่อเข้าถึงผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมไปสู่การซื้อสินค้าผ่านช่องทางดิจิทัลมากขึ้น
คาดการณ์ระยะยาว
ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่าในระยะ 3-5 ปีข้างหน้า ตลาดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ไทยยังมีโอกาสเติบโตได้อีก หากภาคการท่องเที่ยวฟื้นตัวต่อเนื่องและเศรษฐกิจภายในประเทศปรับตัวดีขึ้น แต่อัตราการเติบโตอาจชะลอลงจากปัจจัยเชิงโครงสร้าง เช่น การเปลี่ยนแปลงของประชากรที่เข้าสู่สังคมสูงวัย และกระแสรักสุขภาพที่ทำให้ผู้บริโภคลดการดื่มแอลกอฮอล์



