TDRI เตือนไทยเสี่ยงโดนมาตรา 301 สหรัฐฯ สอบสวนการค้าไม่เป็นธรรม เร่งแก้ปัญหาสินค้าสวมสิทธิ์จีน
สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย หรือ TDRI ออกมาเตือนถึงความเสี่ยงใหม่ที่น่ากังวลสำหรับเศรษฐกิจไทย นั่นคือการที่สหรัฐอเมริกาอาจนำมาตรา 301 ตามกฎหมายการค้ามาใช้ เพื่อสอบสวนพฤติกรรมการค้าที่ไม่เป็นธรรมเป็นรายประเทศ โดยเฉพาะกับไทย ซึ่งหากผลการสอบสวนระบุว่ามีความบกพร่อง สหรัฐฯ สามารถเลือกขึ้นภาษีนำเข้าเฉพาะเจาะจงกับไทยได้ ส่งผลให้ไทยเสียเปรียบขีดความสามารถทางการแข่งขันในตลาดสหรัฐฯ เมื่อเทียบกับคู่แข่งอย่างเวียดนาม มาเลเซีย หรืออินโดนีเซียทันที
ปัจจัยเสี่ยงที่อาจทำให้ไทยตกเป็นเป้าหมาย
นายศุภณัฎฐ์ ศศิวุฒิวัฒน์ นักวิชาการจาก TDRI เปิดเผยกับทีมข่าว PPTV Wealth ว่า ปัจจัยที่อาจทำให้ไทยถูกสอบสวนตามมาตรา 301 ประกอบด้วยหลายมิติ ได้แก่
- ไทยมียอดเกินดุลการค้ากับสหรัฐฯ ในระดับสูงอย่างต่อเนื่อง
- ปัญหาอุปสรรคทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษี ซึ่งปรากฏในรายงานของสหรัฐฯ เป็นประจำ
- ประเด็นการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาที่ไทยยังคงอยู่ในกลุ่มประเทศที่ต้องจับตามอง (Watchlist)
- ความกังวลเรื่องการเป็นทางผ่านของสินค้าสวมสิทธิ์จากจีน เพื่อส่งออกไปยังสหรัฐฯ เพื่อเลี่ยงภาษี
นายศุภณัฎฐ์ ระบุว่า "มาตรา 301 คือความเสี่ยงใหม่ที่น่ากลัวกว่าภาษีฐาน เพราะเป็นการสอบสวนเจาะจงรายประเทศ หากไทยถูกสรุปว่าการค้าไม่เป็นธรรม ในขณะที่คู่แข่งไม่โดน เราจะเสียเปรียบในตลาดสหรัฐฯ อย่างรุนแรง"
บทบาทเร่งด่วนของรัฐบาลไทย
แม้ในปัจจุบันจะเป็นรัฐบาลรักษาการที่ไม่สามารถตัดสินใจในระดับนโยบายหรือทำข้อตกลงทางการค้าใหม่ๆ ได้ แต่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องหรือ "ทีมไทยแลนด์" สามารถเริ่มดำเนินการในระดับเจ้าหน้าที่ได้ทันที โดยเฉพาะการแสดงความจริงใจในการแก้ไขปัญหาที่สหรัฐฯ กังวล เช่น
- การปรับปรุงกฎระเบียบเพื่อลดอุปสรรคทางการค้า
- การปราบปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาอย่างจริงจัง
- การวางระบบตรวจสอบแหล่งกำเนิดสินค้าให้รัดกุมเพื่อป้องกันสินค้าสวมสิทธิ์จากจีน
นายศุภณัฎฐ์ มองว่า "ในช่วงรัฐบาลรักษาการ เราต้องแสดงความจริงใจด้วยการแก้ปมปัญหาที่สหรัฐฯ คาใจ ทั้งเรื่องทรัพย์สินทางปัญญาและการสวมสิทธิ์สินค้าจีน เพื่อลดเหตุผลที่เขาจะใช้เปิดสอบสวนไทย"
แผนรับมือระยะยาวและผลกระทบจากภาษี
เมื่อมีการจัดตั้งรัฐบาลใหม่เสร็จสิ้น ภารกิจเร่งด่วนที่ต้องทำคือการยกระดับการเจรจาจากกรอบความร่วมมือเบื้องต้นไปสู่การตกลงทางการค้าที่ชัดเจนขึ้นเพื่อบริหารจัดการเรื่องภาษี รวมถึงต้องเร่งยุทธศาสตร์กระจายความเสี่ยงทางการค้าด้วยการเปิดตลาดใหม่ๆ ผ่านการทำ FTA กับสหภาพยุโรปหรือเกาหลีใต้ เพื่อลดการพึ่งพาตลาดสหรัฐฯ ที่มีความผันผวนทางนโยบายสูง
ในส่วนของผลกระทบจากภาษีนำเข้าที่อาจปรับขึ้นเป็น 15% ตามมาตรา 122 ของกฎหมายการค้าสหรัฐฯ นายศุภณัฎฐ์ ชี้ว่า มีทั้งมุมที่เป็นประโยชน์และจุดที่ยังเสียเปรียบ โดยในระยะสั้นไทยได้ประโยชน์จากการที่ภาษีลดลงจากระดับเดิมที่เคยถูกคาดการณ์ไว้ รวมถึงสร้างความเท่าเทียมกับคู่แข่งบางประเทศที่เคยเสียภาษีน้อยกว่า อย่างไรก็ตาม สินค้ากลุ่มอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์พกพายังเป็นกลุ่มที่ได้รับยกเว้นทำให้การส่งออกยังเติบโตได้ดี แต่สิ่งที่ต้องระวังคือมาตรา 232 ที่เก็บภาษีรายสินค้า เช่น เหล็ก อะลูมิเนียม และชิ้นส่วนรถยนต์ ซึ่งไทยยังเสียเปรียบประเทศที่มีข้อตกลงพิเศษกับสหรัฐฯ อย่างญี่ปุ่น
คำแนะนำสำหรับผู้ประกอบการ
สำหรับผู้ประกอบการส่งออก นายศุภณัฎฐ์แนะนำว่าในระยะสั้นอาจเห็นการเร่งสั่งซื้อออเดอร์ล่วงหน้าจากผู้นำเข้าสหรัฐฯ เพื่อเลี่ยงภาษีที่อาจปรับตัวสูงขึ้นอีกในอนาคต แต่ในระยะยาวต้องปรับกลยุทธ์ไม่ยึดติดกับตลาดเดียวและต้องเร่งสร้างความเชื่อมั่นเรื่องมาตรฐานการตรวจสอบแหล่งกำเนิดสินค้า เนื่องจากนโยบายการค้าของสหรัฐฯ จะยังคงมีความไม่แน่นอนและผันผวนสูงมากในยุคของทรัมป์
นอกจากนี้ รัฐบาลและผู้ประกอบการต้องวางแผนร่วมกันในกรณีที่ต้องยอมแลก เพื่อรักษาผลประโยชน์ส่วนใหญ่ หากสหรัฐฯ ยื่นเงื่อนไขให้ไทยเปิดเสรีตลาดสินค้าเกษตร ซึ่งเป็นสิ่งที่สหรัฐฯ พยายามผลักดันมาตลอด รัฐบาลต้องเตรียมแผนซัพพอร์ตเกษตรกรรายย่อยให้สามารถปรับตัวและอยู่รอดได้ภายใต้ข้อตกลงที่อาจเกิดขึ้น



