ผู้ประกอบการร้านอาหารSME วอนนายกฯ เปิดร่วมโครงการไทยช่วยไทยพลัส หลังยอดขายร่วง
ผู้ประกอบการร้านอาหารSME วอนนายกฯ เปิดร่วมโครงการไทยช่วยไทยพลัส

ผู้ประกอบการร้านอาหารกลุ่มเอสเอ็มอี (SME) ได้ออกมาเรียกร้องต่อนายกรัฐมนตรีให้เห็นใจและเปิดโอกาสให้ธุรกิจของตนเข้าร่วมโครงการ "ไทยช่วยไทยพลัส" หลังจากที่ยอดขายลดลงอย่างหนัก เนื่องจากประชาชนจำนวนมากหันไปใช้สิทธิกับร้านค้าขนาดเล็กที่เข้าร่วมโครงการ ส่งผลให้ร้านอาหารขนาดเล็กต้องสูญเสียรายได้และกำลังเผชิญกับภาวะขาดสภาพคล่อง

การประชุมคณะรัฐมนตรีเงา

เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2569 หลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เงา ซึ่งมีนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน เป็นประธาน ได้มีการพิจารณาประเด็นความเดือดร้อนของผู้ประกอบการร้านอาหารเอสเอ็มอี ปัญหาผู้เลี้ยงกุ้งที่ถูกมาเลเซียสั่งห้ามนำเข้า และความคืบหน้าโครงการ Th-AI passport

ผลกระทบจากโครงการไทยช่วยไทยพลัส

นายวรันธร แดงใหญ่ ตัวแทนผู้ประกอบการร้านอาหาร กล่าวว่า ผู้ประกอบการร้านอาหาร โดยเฉพาะกลุ่มเอสเอ็มอี กำลังประสบปัญหาอย่างหนักจากภาวะเศรษฐกิจที่ซบเซาต่อเนื่องในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ส่งผลให้ยอดขายลดลงอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ สถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางและการปิดช่องแคบฮอร์มุซยังทำให้ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น กระทบต่อต้นทุนการดำเนินธุรกิจทั้งทางตรงและทางอ้อม ราคาวัตถุดิบและค่าขนส่งเพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก ขณะที่กำลังซื้อของประชาชนหดตัวลง ส่งผลให้ร้านอาหารจำนวนมากอยู่ในภาวะเปราะบางอยู่แล้ว

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว
แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

โครงการไทยช่วยไทยพลัสซึ่งมีหลักเกณฑ์กำหนดให้เฉพาะร้านค้าที่เข้าเงื่อนไขบางประเภทสามารถเข้าร่วมได้ โดยพิจารณาจากรูปแบบการจดทะเบียนและยอดขาย ทำให้ร้านอาหารที่จดทะเบียนถูกต้องและอยู่ในระบบภาษีจำนวนมากถูกตัดสิทธิ ตัวอย่างเช่น เกณฑ์ยอดขาย 1.8 ล้านบาทต่อปี หรือเฉลี่ยวันละ 5,000 บาท ซึ่งไม่สะท้อนขนาดธุรกิจที่แท้จริง เพราะร้านอาหารขนาดเล็กทั่วไปหลายแห่งมียอดขายเกินเกณฑ์ดังกล่าว เมื่อประชาชนที่เข้าร่วมโครงการเกือบ 30 ล้านคนนำสิทธิไปใช้กับร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการ เม็ดเงินจึงกระจุกตัวอยู่ที่ร้านค้ากลุ่มอื่น ขณะที่ร้านอาหารที่ไม่ได้รับสิทธิกลับสูญเสียลูกค้าและยอดขายลดลงอย่างเห็นได้ชัด

ข้อเสนอให้ขยายสิทธิ

นายวรันธร ซึ่งเป็นเจ้าของธุรกิจร้านอาหารที่มีสาขากว่า 40-50 แห่งทั่วประเทศ และมีพนักงานรวมประมาณ 300-400 คน กล่าวว่า ร้านอาหารจำนวนมากแม้จะมีการจ้างงานจำนวนมากและดำเนินธุรกิจอย่างถูกต้อง แต่ยังไม่ได้รับโอกาสเข้าร่วมมาตรการดังกล่าว จึงต้องการให้รัฐบาลพิจารณาขยายสิทธิให้ร้านอาหารระดับเอสเอ็มอีที่มียอดขายไม่เกิน 100 ล้านบาทต่อปี สามารถเข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทยพลัสได้ เพื่อช่วยประคับประคองธุรกิจที่กำลังได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจ ราคาพลังงาน และต้นทุนวัตถุดิบที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ความไม่เป็นธรรมต่อผู้ประกอบการที่ปฏิบัติตามกฎหมาย

นายอิสริยะ ไพรีพ่ายฤทธิ์ สส.พรรคประชาชน กล่าวว่า ครม. เงาพรรคประชาชนเห็นว่าหลักเกณฑ์ของโครงการไทยช่วยไทยพลัสที่เปิดให้เฉพาะร้านอาหารในรูปแบบบุคคลธรรมดาเข้าร่วมโครงการ แต่ไม่เปิดโอกาสให้ร้านอาหารที่จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลเข้าร่วมได้ เป็นแนวทางที่ไม่เป็นธรรมต่อผู้ประกอบการที่ปฏิบัติตามกฎหมายอย่างถูกต้อง ร้านอาหารจำนวนมากแม้จะเป็นกิจการขนาดเล็ก แต่เลือกจดทะเบียนเป็นห้างหุ้นส่วนหรือบริษัท มีการเสียภาษีและดำเนินธุรกิจอย่างถูกต้องตามกฎหมาย กลับถูกตีความว่าเป็นธุรกิจขนาดใหญ่และถูกตัดสิทธิจากโครงการ ขณะที่ร้านค้าบางแห่งที่ไม่ได้จดทะเบียนนิติบุคคลอาจมียอดขายสูงกว่า แต่ยังสามารถเข้าร่วมโครงการได้ ส่งผลให้เกิดความเหลื่อมล้ำและกลายเป็นการลงโทษผู้ประกอบการที่ทำถูกต้องตามระบบ

ครม. เงาจึงเสนอให้รัฐบาลเร่งปรับปรุงหลักเกณฑ์ของโครงการในช่วงเวลาที่เหลือ เนื่องจากปัจจุบันโครงการเพิ่งดำเนินการมาเพียงเดือนแรก และยังเหลือระยะเวลาอีกประมาณ 3 เดือนก่อนสิ้นสุดโครงการ โดยเสนอให้เปิดโอกาสให้นิติบุคคลขนาดเล็ก หรือเอสเอ็มอีไซส์เอส ที่มีข้อมูลอยู่ในฐานข้อมูลของกรมสรรพากรและกรมพัฒนาธุรกิจการค้าอยู่แล้ว สามารถเข้าร่วมโครงการได้

ข้อสังเกตเกี่ยวกับงบประมาณคงเหลือ

นายอิสริยะตั้งข้อสังเกตว่า รัฐบาลตั้งเป้าผู้ใช้สิทธิโครงการไว้ 30 ล้านคน แต่ข้อมูลล่าสุดพบว่ามีผู้ลงทะเบียนแล้วประมาณ 26 ล้านคน หรือยังเหลือสิทธิอีกประมาณ 4 ล้านสิทธิ คิดเป็นวงเงินคงเหลือราว 16,000 ล้านบาท ซึ่งรัฐบาลสามารถนำงบประมาณส่วนดังกล่าวมาสนับสนุนผู้ประกอบการนิติบุคคลขนาดเล็กที่ดำเนินธุรกิจอย่างถูกต้องได้ พร้อมทั้งเป็นแรงจูงใจให้ผู้ประกอบการรายอื่นเข้าสู่ระบบภาษีมากขึ้นในอนาคต

ข้อสรุปจากหัวหน้าพรรคประชาชน

นายณัฐพงษ์ กล่าวสรุปว่า ผู้ประกอบการในภาคธุรกิจร้านอาหารและเอสเอ็มอีกำลังเผชิญผลกระทบจากหลายปัจจัย ทั้งวิกฤตราคาพลังงาน ภาวะเศรษฐกิจที่ทำให้กำลังซื้อของประชาชนลดลง รวมถึงปัญหาการแข่งขันบนแพลตฟอร์มต่าง ๆ ที่ผู้ประกอบการรายเล็กจำนวนมากมองว่ากำลังถูกเอาเปรียบ ขณะเดียวกันรัฐบาลมีแนวคิดที่จะเชื่อมโครงการไทยช่วยไทยพลัสเข้ากับแพลตฟอร์มต่าง ๆ ซึ่งในการประชุม ครม. เงา ผู้ประกอบการได้สะท้อนข้อกังวลดังกล่าวอย่างชัดเจน พรรคประชาชนไม่ได้คัดค้านโครงการไทยช่วยไทยพลัส แต่อย่าทำงานหยาบอย่างที่ด้านนายอิสริยะได้บอกไปแล้ว