พิชัย จี้ ศุภจี เร่งเจรจา FTA ไทย-อียู ให้เสร็จ หวังเพิ่มผลงาน ชี้ส่งออกไทยแพ้เวียดนาม
วันที่ 20 มิถุนายน 2569 นายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวในงาน INTERNATIONAL CONFERENCE OF JURISTS & WRITERS FOR WORLD PEACE ที่โรงแรมแอมบาสเดอร์ สุขุมวิท ว่า ประเทศไทยมีการขยายตัวทางเศรษฐกิจต่ำมาเป็นเวลานาน จนได้รับฉายา "คนป่วยของเอเชีย" เนื่องจากขาดการเจรจาการค้าต่างประเทศ เพราะปัญหาทางการเมืองภายใน ส่งผลให้การค้าและการลงทุนหดหาย การเติบโตทางเศรษฐกิจเฉลี่ยเพียง 1.9% ต่อปี และการส่งออกขยายตัวเฉลี่ยเพียง 2% ต่อปี ขณะที่เวียดนามมี FTA กับกว่า 60 ประเทศ ส่วนไทยในขณะนั้นมีเพียง 18 ประเทศ และปัจจุบันเพิ่มเป็น 24 ประเทศ
นายพิชัยกล่าวว่า สมัยที่ตนดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้ให้ความสำคัญสูงสุดกับการเจรจาการค้า เพราะเศรษฐกิจไทยเป็นเศรษฐกิจเล็กและเปิด จึงต้องพึ่งพาต่างประเทศทั้งการค้า การลงทุน และการท่องเที่ยว ล่าสุดขอขอบคุณรัฐสภาที่ลงมติเห็นชอบ FTA ไทย-EFTA (สวิตเซอร์แลนด์ นอร์เวย์ ไอซ์แลนด์ ลิกเตนสไตน์) ซึ่งเจรจาเสร็จเมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2567 และลงนามเมื่อวันที่ 23 มกราคม 2568 ที่กรุงดาวอส สวิตเซอร์แลนด์ ระหว่างการประชุม World Economic Forum (WEF) โดยมีอดีตนายกรัฐมนตรีแพทองธารร่วมเป็นสักขีพยาน ด้วยคะแนนเสียง 583 เสียง นอกจากนี้ รัฐสภายังเห็นชอบ FTA ไทย-ภูฏาน ซึ่งลงนามเมื่อวันที่ 3 เมษายน 2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล ระหว่างการประชุม BIMSTEC ในกรุงเทพมหานคร
หลังการเซ็นสัญญา FTA ไทย-EFTA การส่งออกของไทยไปกลุ่ม EFTA ในปี 2568 ขยายตัวสูงถึง 78.66% นายพิชัยจึงเรียกร้องให้รัฐบาล โดยรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ เร่งเจรจา FTA ระหว่างไทยกับสหภาพยุโรป (EU) ให้เสร็จโดยเร็ว ซึ่งเชื่อว่าควรจะเสร็จตั้งแต่ปลายปี 2568 เพราะตนได้ตกลงกำหนดวันกับนาย Maroš Šefčovič, EU Commissioner on Trade เมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2568 เช่นเดียวกับที่กำหนดวันกับ EFTA ว่าจะเซ็นกันที่การประชุม WEF แต่ปัจจุบันยังไม่เสร็จ หากการเจรจาสำเร็จ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ศุภจีจะมีผลงาน FTA เป็นของตนเอง และจะทำให้การส่งออกของไทยไปอียูขยายตัวอย่างมาก รวมถึงดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศเพิ่มขึ้น
นายพิชัยกล่าวว่า หลังเซ็นสัญญา FTA ไทย-EFTA การขอส่งเสริมการลงทุนในไทยพุ่งขึ้นถึง 1.87 ล้านล้านบาทในปี 2568 สูงที่สุดเป็นประวัติศาสตร์ และการส่งออกไทยขยายตัว 12.9% ในปี 2568 ซึ่งตนเคยบอกไว้ตั้งแต่ต้นปีว่าส่งออกจะขยายตัวเกิน 2 หลัก แต่ไม่มีใครเชื่อ ทั้งฝ่ายค้าน นักวิชาการ และผู้สื่อข่าวรุ่นใหญ่ โดยเฉพาะอาจารย์วีระ ธีรภัทร และคุณสุทธิชัย หยุ่น ที่หาว่าตนพูดเกินจริง แม้จะมีการเร่งส่งออกเพื่อเลี่ยงภาษีทรัมป์ แต่หลังภาษีทรัมป์ที่ตนไปพบ USTR Jamieson Greer ถึง 2 ครั้ง จนไทยได้ภาษีทรัมป์ที่ 19% การส่งออกก็ยังขยายตัวถึง 12.9% ในปี 2568 และใน 4 เดือนแรกของปี 2569 การส่งออกยังคงขยายตัวเกือบ 20% จึงอยากให้อาจารย์วีระและคุณสุทธิชัยเข้าใจและยอมรับความเข้าใจผิด โดยตนไม่เถียงขณะนั้นเพราะอยากให้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์
หากเจรจา FTA ไทย-EU สำเร็จ ไทยจะมี FTA เพิ่มอีก 27 ประเทศ รวมของเดิม 24 ประเทศเป็น 51 ประเทศ ไล่ตามเวียดนามที่มี FTA กว่า 60 ประเทศ โดยหวังว่าไทยจะตามทันและไม่ถูกทิ้งห่าง นอกจากนี้ นายพิชัยยังดีใจที่ความตกลงเศรษฐกิจดิจิทัลอาเซียน (DEFA) เสร็จสิ้นในปี 2568 หลังจากตนถูกถามในเวที WEF และประกาศว่าจะเสร็จภายในปลายปี 2568 ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อไทยอย่างมาก พร้อมเชิญชวนประเทศต่างๆ ให้เข้ามาลงทุนในไทยด้าน Data Center, AI และอุตสาหกรรมไฮเทคและอิเล็กทรอนิกส์ เพราะไทยมีไฟฟ้ามากและเสถียร รวมถึงเชิญชวน Digital Nomads เข้ามาทำงานในไทยเพื่อเพิ่มรายได้และพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัล ปัจจุบันการลงทุน Data Center และ AI มีมูลค่ากว่าล้านล้านบาทแล้ว และอุตสาหกรรมไฮเทคและอิเล็กทรอนิกส์ต่างเข้ามาลงทุนอย่างมาก
นายพิชัยกล่าวว่า ในสมัยที่ตนดำรงตำแหน่งเป็นที่ปรึกษาอดีตนายกฯ เศรษฐา ทวีสิน ในปี 2567 ได้เชิญชวนนักลงทุนหลายประเทศเข้ามาผลิตแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ (PCB) จนมีการลงทุนจำนวนมาก ทำให้ไทยกลายเป็นผู้ผลิต PCB รายใหญ่ของโลก ซึ่งจะต่อยอดธุรกิจอิเล็กทรอนิกส์อื่นๆ อีกมาก หากไทยยังรักษาระดับการค้า การลงทุน และการส่งออกแบบนี้ได้ เศรษฐกิจไทยมีโอกาสฟื้นตัวและหลุดพ้นจากการเป็นคนป่วยของเอเชีย



