เริ่มแล้ว 15 มิ.ย. 69 ปิดอ่าวไทยรูปตัว ก พื้นที่ 8 จังหวัด ปกป้องสัตว์น้ำฤดูมีไข่
กรมประมงประกาศใช้มาตรการบริหารจัดการทรัพยากรในช่วงสัตว์น้ำมีไข่ วางไข่ เลี้ยงตัวอ่อน ในพื้นที่อ่าวไทยตอนใน หรือที่รู้จักกันในชื่อ อ่าวไทยรูปตัว ก ประจำปี 2569 โดยแบ่งออกเป็น 2 ช่วงเวลา เพื่อคุ้มครองสัตว์น้ำให้มีโอกาสสืบพันธุ์และเจริญเติบโตอย่างสมดุลกับการใช้ประโยชน์ของมนุษย์
นางฐิติพร หลาวประเสริฐ อธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า มาตรการนี้ดำเนินการอย่างต่อเนื่องทุกปี โดยอ้างอิงข้อมูลทางวิชาการจากปี 2568 ที่พบการแพร่กระจายของสัตว์น้ำวัยอ่อนในพื้นที่ดังกล่าว ส่งผลให้อัตราการจับสัตว์น้ำเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทั้งในช่วงที่ 1 และช่วงที่ 2 ของมาตรการ
ช่วงที่ 1: 15 มิถุนายน – 15 สิงหาคม 2569
ครอบคลุมพื้นที่ทะเลอ่าวไทยตอนในฝั่งตะวันตก บางส่วนของจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เพชรบุรี สมุทรสงคราม และสมุทรสาคร เริ่มจากอำเภอหัวหินถึงอำเภอเมืองสมุทรสาคร รวมพื้นที่ประมาณ 2,350 ตารางกิโลเมตร
ช่วงที่ 2: 1 สิงหาคม – 30 กันยายน 2569
ครอบคลุมพื้นที่ทะเลอ่าวไทยตอนในด้านเหนือ บางส่วนของจังหวัดสมุทรสาคร กรุงเทพมหานคร สมุทรปราการ ฉะเชิงเทรา และชลบุรี เริ่มจากอำเภอเมืองสมุทรสาครถึงอำเภอศรีราชา รวมพื้นที่ประมาณ 1,650 ตารางกิโลเมตร
จากข้อมูลสถิติ พบว่าหลังมาตรการในปี 2568 อัตราการจับสัตว์น้ำเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน โดยช่วงที่ 1 อัตราการจับเพิ่มขึ้นเป็น 2,036.17 กิโลกรัมต่อวัน จากเดิม 1,500 กิโลกรัมต่อวัน (เพิ่มขึ้น 1.35 เท่า) ส่วนช่วงที่ 2 เพิ่มขึ้นเป็น 1,451.85 กิโลกรัมต่อวัน จากเดิม 950 กิโลกรัมต่อวัน (เพิ่มขึ้น 1.52 เท่า) สัตว์น้ำที่จับได้ส่วนใหญ่เป็นปลาผิวน้ำเศรษฐกิจ เช่น ปลาทู ปลาสีกุนเขียว และปลาสีกุนบั้ง
สำหรับปลาทูซึ่งเป็นสัตว์น้ำเศรษฐกิจสำคัญ พบว่าหลังมาตรการปิดอ่าวไทยตอนกลางบริเวณจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ปลาทูที่จับได้มีขนาดความยาว 13 เซนติเมตร ซึ่งอยู่ในช่วงการเคลื่อนที่เข้าสู่เขตปิดอ่าวไทยตอนใน และเจริญเติบโตเป็นปลาทูสาวขนาด 13-22 เซนติเมตร นอกจากนี้ ปริมาณผลผลิตปลาทูจากการทำการประมงอวนล้อมจับในปี 2568 เพิ่มขึ้นเป็น 1,761 ตัน จากปี 2567 ที่มีเพียง 1,401 ตัน คิดเป็นการเพิ่มขึ้นร้อยละ 25.6
กรมประมงจึงยังคงเดินหน้ามาตรการในปี 2569 โดยอนุญาตให้ใช้เครื่องมือประมงบางประเภทภายใต้เงื่อนไขที่กำหนด เช่น อวนลากแผ่นตะเฆ่ อวนติดตา อวนปู อวนกุ้ง อวนหมึก อวนครอบ อวนช้อน ลอบปู ลอบหมึก ซั้ง คราดหอย อวนรุนเคย และเครื่องมือพื้นบ้านอื่นๆ ส่วนเครื่องมือประมงที่มีประสิทธิภาพสูงยังคงถูกห้ามใช้อย่างเด็ดขาด ผู้ฝ่าฝืนมีโทษปรับตั้งแต่ 5,000 บาทถึง 1 ล้านบาท หรือปรับห้าเท่าของมูลค่าสัตว์น้ำที่ได้ พร้อมโทษทางปกครอง
อธิบดีกรมประมงกล่าวทิ้งท้ายว่า ขอความร่วมมือจากพี่น้องชาวประมงและทุกภาคส่วนปฏิบัติตามมาตรการอย่างเคร่งครัด เพื่อร่วมกันบริหารจัดการและอนุรักษ์ทรัพยากรสัตว์น้ำให้ยั่งยืน สอดคล้องกับนโยบาย "BLUE TRANSFORMATION พลิกโฉมประมงไทยสู่ความยั่งยืน" และแนวคิด Fisheries Connect for Sustainability ที่มุ่งเน้นการบูรณาการเพื่อการจัดการทรัพยากรประมงอย่างสมดุล



