ดร.พิเชษฐ์ ฤกษ์ชุณหะวรรณ นักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์ ได้ออกมาชี้แจงและโต้กลับคำวิจารณ์ของนายกฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ระบุว่านโยบายแจกเงินดิจิทัล 10,000 บาท เป็นนโยบายประชานิยมที่สร้างหนี้สาธารณะและไม่ยั่งยืน โดยดร.พิเชษฐ์ยืนยันว่านโยบายดังกล่าวเป็นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่จำเป็นในสถานการณ์ปัจจุบัน
ประเด็นโต้แย้งระหว่างสองฝ่าย
นายกฯอภิสิทธิ์ได้กล่าวถึงนโยบายแจกเงินดิจิทัลว่าเป็นการสร้างภาระหนี้สาธารณะระยะยาว และอาจนำไปสู่ปัญหาทางการคลังในอนาคต พร้อมทั้งแนะนำให้รัฐบาลหันมาใช้มาตรการอื่นที่ยั่งยืนกว่า เช่น การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน หรือการส่งเสริมการท่องเที่ยว
อย่างไรก็ตาม ดร.พิเชษฐ์ได้ชี้แจงว่า นโยบายแจกเงินดิจิทัลเป็นเครื่องมือกระตุ้นเศรษฐกิจที่ถูกใช้ในหลายประเทศ โดยเฉพาะในช่วงที่เศรษฐกิจชะลอตัว และการวิพากษ์วิจารณ์ของนายกฯอภิสิทธิ์อาจไม่เข้าใจบริบททางเศรษฐกิจที่แท้จริง
รายละเอียดนโยบายแจกเงินดิจิทัล
รัฐบาลได้ประกาศนโยบายแจกเงินดิจิทัล 10,000 บาทให้กับประชาชนทุกคนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป ผ่านระบบดิจิทัลวอลเล็ต โดยมีเป้าหมายเพื่อกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศและฟื้นฟูเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19
นโยบายนี้ได้รับการวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางจากฝ่ายค้านและนักวิชาการหลายคน แต่นายกฯเศรษฐา ทวีสิน ยืนยันว่ารัฐบาลมีแผนการเงินที่รัดกุม และจะไม่ส่งผลกระทบต่อฐานะการคลังในระยะยาว
มุมมองทางเศรษฐกิจ
ดร.พิเชษฐ์อธิบายว่า การแจกเงินดิจิทัลจะช่วยเพิ่มอุปสงค์ในระบบเศรษฐกิจ ส่งผลให้ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) มีรายได้เพิ่มขึ้น และช่วยลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ นอกจากนี้ยังเป็นการเตรียมพร้อมสำหรับเศรษฐกิจดิจิทัลในอนาคต
ในขณะที่นายกฯอภิสิทธิ์มองว่าการแจกเงินดิจิทัลเป็นเพียงการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ และควรเน้นการสร้างรายได้ที่ยั่งยืนมากกว่า โดยเฉพาะการลงทุนในด้านการศึกษาและเทคโนโลยี
ข้อสรุปและผลกระทบ
การโต้แย้งครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความแตกต่างทางแนวคิดระหว่างรัฐบาลและฝ่ายตรงข้าม โดยรัฐบาลเชื่อว่าการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นเป็นสิ่งจำเป็น ขณะที่ฝ่ายวิจารณ์กังวลถึงผลกระทบระยะยาวต่อหนี้สาธารณะ
ทั้งนี้ รัฐบาลยังคงเดินหน้านโยบายดังกล่าว โดยคาดว่าจะเริ่มแจกเงินดิจิทัลในช่วงต้นปีหน้า ซึ่งจะต้องจับตาดูผลกระทบทางเศรษฐกิจและความเห็นของประชาชนต่อไป



