ท่ามกลางแรงกดดันจากกติกาสิ่งแวดล้อมโลกและการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่จุดเปลี่ยนสำคัญ หลังรัฐบาลเดินหน้าผลักดัน “พ.ร.บ. Climate Change” หรือกฎหมายด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศฉบับแรกของประเทศ ที่จะเปลี่ยนระบบบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจกจาก “ภาคสมัครใจ” ไปสู่ “ภาคบังคับ” อย่างเต็มรูปแบบ กฎหมายฉบับนี้ไม่ได้กระทบเฉพาะภาคอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ แต่ยังส่งผลต่อห่วงโซ่ธุรกิจทั้งระบบ ตั้งแต่การรายงานข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การบังคับใช้ระบบซื้อขายสิทธิการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (ETS) และภาษีคาร์บอน ไปจนถึงการจัดเก็บภาษีคาร์บอน ซึ่งจะกลายเป็น “ต้นทุนใหม่” ของภาคธุรกิจไทยในอนาคต
Krungthai COMPASS ประเมินผลกระทบ
ศูนย์วิจัย Krungthai COMPASS ประเมินว่า พ.ร.บ. Climate Change จะเป็นทั้ง “แรงกดดัน” และ “โอกาส” สำหรับภาคธุรกิจไทยในการเร่งปรับตัวสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ ท่ามกลางแนวโน้มที่ทั่วโลกให้ความสำคัญกับความยั่งยืนมากขึ้น ภายใต้กรอบความตกลงปารีส (Paris Agreement) โดยไทยตั้งเป้าลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิลงเหลือ 152 MtCO2e ภายในปี 2035 หรือลดลง 47% จากปีฐาน 2019 พร้อมเป้าหมาย Net Zero ในปี 2050 ทำให้กลไกสมัครใจเดิมอาจไม่เพียงพออีกต่อไป และจำเป็นต้องมีกฎหมายรองรับอย่างจริงจัง
สาระสำคัญของ พ.ร.บ. Climate Change
พ.ร.บ. Climate Change จะครอบคลุมทั้งการกำหนดราคาคาร์บอนผ่านภาษีคาร์บอน ระบบ ETS กลไกคาร์บอนเครดิต รวมถึงมาตรการกำกับดูแลและบทลงโทษ โดยปัจจุบันร่างกฎหมายอยู่ระหว่างการรับฟังความคิดเห็นและพิจารณารายมาตรา ก่อนเข้าสู่กระบวนการรัฐสภา หากเป็นไปตามแผน กฎหมายอาจประกาศใช้ภายในปี 2027 ขณะที่การบังคับรายงานข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและการจัดเก็บภาษีคาร์บอน คาดว่าจะเริ่มในปี 2028 ส่วนระบบ ETS อาจเริ่มใช้ในปี 2030
ผลกระทบต่อภาคธุรกิจ
Krungthai COMPASS มองว่า ผลกระทบสำคัญต่อภาคธุรกิจจะเกิดขึ้นใน 2 ด้านหลัก ได้แก่
1. ต้นทุนการจัดทำรายงานและทวนสอบข้อมูลก๊าซเรือนกระจก
ธุรกิจที่จะเข้าเกณฑ์ต้องลงทุนวางระบบจัดเก็บข้อมูล การวิเคราะห์ การจัดทำบัญชีก๊าซเรือนกระจก รวมถึงจ้างที่ปรึกษาและหน่วยงานทวนสอบภายนอก โดยค่าใช้จ่ายเริ่มต้นอาจอยู่ราว 300,000-400,000 บาทต่อองค์กรในปีแรก และยังมีค่าทวนสอบข้อมูลเพิ่มเติมประมาณ 100,000 บาทต่อครั้ง ปัจจุบันบริษัทขนาดใหญ่มีความพร้อมมากกว่า โดยข้อมูลพบว่าบริษัทใน SET ราว 66% เปิดเผยข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และในจำนวนนี้ประมาณ 65% มีการทวนสอบจากหน่วยงานภายนอกแล้ว ขณะที่บริษัทขนาดกลางและเล็กยังมีความพร้อมต่ำกว่า
2. ต้นทุนคาร์บอนจากกลไกภาคบังคับ
ภาษีคาร์บอนมีแนวโน้มเริ่มจัดเก็บในกลุ่มน้ำมันและผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม โดยไทยอาจเริ่มต้นที่ประมาณ 200 บาทต่อ tCO2e แม้จะยังต่ำกว่าหลายประเทศ แต่มีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้นในอนาคต Krungthai COMPASS ประเมินว่า ธุรกิจขนส่งสินค้าทางถนน ซึ่งพึ่งพาน้ำมันดีเซลสูง อาจมีต้นทุนเพิ่มขึ้นราว 0.8-6% และกดดันอัตรากำไรขั้นต้นลดลงจาก 17.6% เหลือ 12.7-17% โดยเฉพาะผู้ประกอบการ SME ซึ่งมีข้อจำกัดในการแบกรับต้นทุน
อีกกลไกสำคัญคือ ระบบซื้อขายสิทธิการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (TH-ETS) ที่จะเน้นกลุ่มอุตสาหกรรมปล่อยคาร์บอนสูง เช่น โรงไฟฟ้า ปิโตรเคมี และอุตสาหกรรมหนัก หากปล่อยก๊าซเกินสิทธิที่ได้รับจะต้องซื้อสิทธิเพิ่ม Krungthai COMPASS ประเมินว่า ธุรกิจโรงไฟฟ้าอาจมีต้นทุนเพิ่มขึ้นราว 0.3-4% ของต้นทุนผลิตไฟฟ้ารวมต่อปี หากต้องซื้อสิทธิปล่อยก๊าซเพิ่มภายใต้ระบบ ETS
โอกาสทางธุรกิจใหม่
อย่างไรก็ตาม แม้กฎหมายจะสร้างต้นทุนใหม่ แต่ก็เปิดโอกาสทางธุรกิจใหม่เช่นกัน โดยเฉพาะการลงทุนในเทคโนโลยีสะอาดและโครงการคาร์บอนเครดิต ข้อมูลระบุว่า ช่วงปี 2018-พฤษภาคม 2025 ไทยมีการลงทุนเพื่อลดและกักเก็บก๊าซเรือนกระจกสะสมแล้วกว่า 1.2 ล้านล้านบาท และกว่า 45% มาจากภาคธุรกิจ สะท้อนว่าภาคเอกชนเริ่มปรับตัวอย่างจริงจัง Krungthai COMPASS มองว่า การลงทุนในเทคโนโลยีสะอาดหลายประเภทเริ่มมีความคุ้มค่าเชิงพาณิชย์ เช่น การเปลี่ยนหลอดไฟ LED การเพิ่มประสิทธิภาพพลังงานในอาคาร หรือการเพิ่มประสิทธิภาพเชื้อเพลิงรถยนต์ ซึ่งช่วยลดต้นทุนระยะยาวได้มากกว่ามูลค่าการลงทุน
ขณะเดียวกัน ตลาดคาร์บอนเครดิตยังเป็นอีกโอกาสสำคัญ โดยเฉพาะเมื่อระบบ ETS เริ่มใช้งานจริง ความต้องการคาร์บอนเครดิตจะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ตัวอย่างหนึ่งคือโครงการ Low Carbon City (LCC) ที่รัฐบาลเห็นชอบในหลักการแล้ว ซึ่งมุ่งสนับสนุนการลงทุนด้านพลังงานสะอาดและประสิทธิภาพพลังงานในเมือง ผ่านโครงการอย่าง Solar rooftop และระบบไฟฟ้าประหยัดพลังงาน โดยคาดว่าจะช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ราว 2.3 MtCO₂e ภายใน 10 ปี และสร้างรายได้จากคาร์บอนเครดิตประมาณ 35 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
คำแนะนำสำหรับภาคธุรกิจ
Krungthai COMPASS ระบุว่า แม้ SME อาจไม่อยู่ภายใต้ข้อบังคับโดยตรงในช่วงแรก แต่ก็มีแนวโน้มได้รับแรงกดดันจากคู่ค้ารายใหญ่ที่ต้องการข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตลอดห่วงโซ่อุปทาน รวมถึงผลกระทบทางอ้อมจากต้นทุนพลังงานที่เพิ่มขึ้น ดังนั้น ภาคธุรกิจควรเริ่มเตรียมความพร้อมตั้งแต่วันนี้ ทั้งการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน การพัฒนาระบบจัดเก็บข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และการวางแผนลงทุนในเทคโนโลยีสะอาด เพื่อรับมือกับกติกาเศรษฐกิจใหม่ที่กำลังเกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้



