สงครามภาษีทรัมป์ปะทุซ้ำ! ศาลฎีกาสหรัฐตัดสิน 'ไม่ชอบด้วยกฎหมาย' ส่งผลกระทบวงกว้าง
ความตึงเครียดจากสงครามการค้าโลกกลับมาปะทุอีกครั้ง หลังศาลฎีกาสหรัฐมีคำวินิจฉัยว่า ดีโดนัลด์ ทรัมป์ อดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ ใช้กฎหมายอำนาจฉุกเฉินเศรษฐกิจ (IEEPA) เรียกเก็บภาษีนำเข้า "ไม่ชอบด้วยกฎหมาย" ทำให้ทรัมป์ตอบโต้ด้วยการประกาศขึ้นภาษีนำเข้าทุกประเทศ 10% และเพียงไม่กี่ชั่วโมงต่อมา ก็ประกาศเพิ่มเป็น 15% มีผลทันที
นอกจากนี้ ทรัมป์ยังประกาศว่า รัฐบาลยังมีเครื่องมือทางกฎหมายอื่นๆ ที่สามารถใช้ขึ้นภาษีได้อีก โดยเฉพาะมาตรา 122 ของ Trade Act 1974 โดยสั่งเก็บภาษีสินค้านำเข้าเพิ่มเติม 10% เป็นเวลา 150 วัน เริ่มตั้งแต่วันที่ 24 กุมภาพันธ์ ถึง 23 กรกฎาคม 2569 ส่งผลให้ผู้ส่งออกไทยต้องจ่ายภาษีในอัตราปกติ (MFN) บวกเพิ่มอีก 10% รวมถึงภาษี AD/CVD อื่นๆ สร้างความไม่มั่นใจให้กับนักลงทุนเป็นอย่างมาก
ไทยเดินหน้าเจรจาต่อเนื่อง เกาะติดนโยบายสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิด
มาตรการดังกล่าวของสหรัฐฯ ย่อมส่งผลกระทบต่อประเทศไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ไทยยังคงเดินหน้าเจรจาการค้ากับสหรัฐฯ อย่างต่อเนื่อง เพื่อรักษาเสถียรภาพความสัมพันธ์ทางการค้าและการลงทุน ลดความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนของมาตรการทางการค้า และดูแลผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับผู้ประกอบการไทย
ขณะที่กระทรวงพาณิชย์ได้เกาะติดด้านนโยบายการค้าของสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิด นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้มอบหมายให้กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ ประเมินสถานการณ์อย่างรอบด้าน รวมถึงผลกระทบต่อภาคธุรกิจไทย โดยจะดำเนินการเชิงรุก ทั้งด้านการเจรจาการค้า การประเมินความเสี่ยง และการให้ข้อมูลแก่ภาคธุรกิจ เพื่อให้ภาคการส่งออกและการลงทุนของไทยสามารถปรับตัวได้อย่างเหมาะสมภายใต้บริบทการค้าระหว่างประเทศที่เปลี่ยนแปลงไป
รุกตลาดญี่ปุ่นอันดับ 3 หุ้นส่วนยุทธศาสตร์สำคัญของไทย
นางสุภาพร สุขมาก รองอธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ ให้สัมภาษณ์พิเศษว่า ตลาดญี่ปุ่นถือเป็นตลาดส่งออกที่สำคัญของไทยเป็นอันดับ 3 ที่มีมูลค่าการค้าระหว่างกันในปี 2568 ถึง 53,204 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 1.75 ล้านล้านบาท
นางสุภาพรวิเคราะห์ว่า ความสัมพันธ์ระหว่างไทยและญี่ปุ่น จัดว่าเป็นหนึ่งในความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นและมีพลวัตที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และพัฒนาจนกลายเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์อย่างรอบด้าน ดังนั้นญี่ปุ่นจึงถือเป็นพันธมิตรทางการค้ากับไทยมายาวนานและยังเป็นตลาดส่งออกที่สำคัญของไทย
การรุกตลาดญี่ปุ่นในช่วงกลางเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา กรมฯ เน้นการหาแนวทางการส่งเสริมความร่วมมือกับผู้นำเข้าและผู้บริหารซุปเปอร์มาร์เก็ต และนำผู้ประกอบการที่เป็นเอสเอ็มอีซึ่งงานเทรดโชว์เป็นงานที่มีความสำคัญในญี่ปุ่น
"ญี่ปุ่นเพิ่งผ่านการเลือกตั้งมา และนโยบายของญี่ปุ่นที่จะมีการกระตุ้นการใช้จ่ายของภาคเอกชนและประชาชนในประเทศ ซึ่งหนึ่งในนโยบายของรัฐบาลญี่ปุ่น คือการปลอดภาษีสินค้าอาหารและเครื่องดื่มที่ไม่มีแอลกอฮอล์ รัฐบาลญี่ปุ่นหวังว่าจะช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายของภาคประชาชน ซึ่งกรมมองว่า ควรที่จะมีการรุกและส่งเสริมสนับสนุนและนำเข้าสินค้าของไทยไปญี่ปุ่น" นางสุภาพรกล่าว
แผนปูพรมโปรโมชั่นทั้งเมืองรอง-เมืองหลัก ขยายตลาดออนไลน์
มีการพูดถึงสินค้าอาหารของไทยเพื่อนำเข้าในซุปเปอร์มาร์เก็ต อาหารและผลไม้ของไทยที่จะนำเข้ามาจำหน่ายในญี่ปุ่น เพราะช่วงกุมภาพันธ์-มีนาคม เป็นช่วงต้นผลไม้ของไทย ดังนั้นกรมฯ ต้องหาตลาดส่งออกผลไม้เพื่อระบายผลไม้ในประเทศในช่วงฤดูกาลผลไม้
รองอธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กล่าวอีกว่า ข่าวดีคือผู้นำเข้าต่างๆ จะมีการปูพรมจัดทำโปรโมชั่นให้กับสินค้าไทยทั้งเมืองรองและเมืองหลักของญี่ปุ่น ซึ่งขณะนี้ได้ให้ทูตพาณิชย์ทำการสำรวจความต้องการของผู้บริโภคในญี่ปุ่นว่าต้องการสินค้าอะไรจากไทย
กรมฯ มีแผนจะทำโปรโมชั่นผลไม้ไทยและอาหารไทย ในห้างคอสโกทั่วญี่ปุ่นประมาณ 33 สาขา ห้างคราวดี้ประมาณ 510 สาขา และจะมีการหารือเพิ่มในห้างอื่นๆ ในญี่ปุ่น ซึ่งนอกจากออฟไลน์แล้ว การขายสินค้าผ่านออนไลน์ก็ยังต้องทำควบคู่กันไปด้วย ซึ่งกรมฯ มีแพลตฟอร์มที่ร่วมดำเนินการอยู่ในการขยายตลาดผ่านออนไลน์ รวมถึง OIS ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มออนไลน์ที่มีความสำคัญเกี่ยวกับสินค้าไทย
ผู้ประกอบการไทยต้องปรับตัวเน้นนวัตกรรมและคุณภาพ
ผู้ประกอบการเข้าร่วมงาน Supermarket Trada Show 2026 ที่ญี่ปุ่น ระหว่างวันที่ 15-19 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา นอกจากนี้ กรมฯ มองว่าสินค้าไทยยังสามารถเข้ามาเจาะตลาดญี่ปุ่นได้มากขึ้น แต่การเข้ามาตลาดญี่ปุ่นผู้ประกอบการไทยเองต้องปรับตัว โดยเฉพาะสินค้าที่เกี่ยวกับความยั่งยืนซึ่งญี่ปุ่นให้ความสำคัญกับสินค้าประเภทนี้ หรือสินค้าที่เกี่ยวกับสุขภาพ เช่น ทุเรียน
สิ่งที่ห้างสรรพสินค้าต้องการคือ แพคเกจจิ้ง มากกว่านำเข้ามาเป็นลูก เพราะคนญี่ปุ่นไม่รู้ว่าจะต้องกินทุเรียนเป็นลูกอย่างไร เรื่องคุณภาพของสินค้าก็เป็นสิ่งสำคัญอันดับต้นที่คนญี่ปุ่นให้ความสำคัญ ผู้ประกอบการไทยจะต้องปรับตัวในเรื่องของการสร้างนวัตกรรมสินค้าในการเข้าตลาด และพัฒนาสินค้าให้ตอบโจทย์กับความต้องการของผู้บริโภคด้วย
อย่างไรก็ตาม จากการวิเคราะห์พบว่า การที่เศรษฐกิจญี่ปุ่นชะลอตัวลง ทำให้ชาวญี่ปุ่นเริ่มลดค่าใช้จ่าย โดยเน้นซื้อสินค้าที่จำเป็นเท่านั้น สิ่งที่ผู้ประกอบการไทยต้องปรับคือ ทำอย่างไรให้สินค้าตอบโจทย์ความต้องการของตลาด การมุ่งไปที่กลุ่มคนวัยทำงานจึงเป็นเป้าหมายสำคัญ เพราะรัฐบาลใหม่ของญี่ปุ่นให้ความสำคัญกับการกระตุ้นการใช้จ่ายไปยังกลุ่มคนวัยทำงานที่มีกำลังซื้อ
ปัจจัยค่าเงินบาทผันผวน-แผนช่วยเหลือเอสเอ็มอีขยายตลาด
สำหรับมูลค่าการค้าไทยกับญี่ปุ่น เป้าหมายการส่งออกไทยปีนี้ยังคงเติบโต แต่อาจจะโตแบบชะลอตัว 1-1.5% ตามการชะลอตัวของเศรษฐกิจในญี่ปุ่น แต่สิ่งที่จะเป็นปัญหาของการส่งออกคือ ค่าเงินบาทที่ผันผวน รวมถึงค่าเงินเยนของญี่ปุ่นถ้าเทียบกับดอลลาร์
ซึ่งสิ่งที่ต้องทำคือ การเตรียมตัวและช่วยผู้ประกอบการ คือ สร้างความระมัดระวังให้ผู้ประกอบการ โดยการหาพาร์ทเนอร์หรือหน่วยงานที่จะเข้ามาช่วย เช่น การประกันการส่งออก การประกันค่าเงิน จะมีการประสานงานกับหน่วยงานต่างๆ เช่น เอ็กซิมแบงก์ ที่ทำโครงการเอสเอ็มอีโปรแอคทีฟ ซึ่งทำให้ผู้ประกอบการสามารถที่จะมีประกันการส่งออก แม้ว่าค่าเงินจะผันผวน
นางสุภาพรกล่าวอีกว่า กรมฯ จะช่วยซับพอร์ตค่าใช้จ่ายให้บางส่วน เพื่อช่วยผู้ประกอบการขยายการส่งออก ซึ่งหวังว่าโครงการดังกล่าวจะช่วยให้เอสเอ็มอีของไทยในการขยายตลาดไปยังต่างประเทศ โดยโครงการดังกล่าวเป็นโครงการที่กรมฯ ร่วมกับหน่วยงานพันธมิตร 3 สภา คือ สภาหอการค้า สภาอุตสาหกรรม และสภาผู้ขนส่งสินค้าทางเรือ รวมถึงสมาคมธนาคารไทย
แผนปี 2569 ใช้ตลาดนำนวัตกรรมเสริมรายได้สินค้าเกษตร
สำหรับแผนการเจาะตลาดญี่ปุ่นในปี 2569 รองอธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กล่าวว่า จะใช้ตลาดนำนวัตกรรมเสริม เพื่อเพิ่มรายได้ให้กับสินค้าเกษตร รวมถึงมีแผนขยายตลาดกล้วยหอมทอง มังคุด สับปะรดภูแล โดยจะใช้ประโยชน์จาก JTEPA มากขึ้น
นอกจากนี้ ยังจะผลักดันคลัสเตอร์สินค้าที่สร้างมูลค่าและเครื่องยนต์หลักในการส่งออก เช่น เครื่องสำอาง อาหารสัตว์เลี้ยง และเกาะกระแส Soft Power ไทย ไม่ว่าจะเป็นเจาะตลาดซีรีย์วาย การต่อยอดโอกาสของการ์ตูนคาแรคเตอร์ โดยจะเน้นกิจกรรมทั้งเมืองหลักและเมืองรองในญี่ปุ่น
สำหรับมูลค่าการค้าระหว่างไทยกับญี่ปุ่นปี 2568 โดยญี่ปุ่นเป็นตลาดส่งออกสำคัญของไทยอันดับ 3 มีมูลค่ารวม 53,204 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัว 2.30% มีมูลค่าการส่งออกที่ 23,549 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัว 1.13% ขณะที่การนำเข้ามีมูลค่า 29,654 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัว 3.24%
สินค้าส่งออกหลักของไทย 5 อันดับแรก ประกอบด้วย:
- รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ
- ไก่แปรรูป
- เครื่องจักรกลและส่วนประกอบของเครื่องจักรกล
- เครื่องใช้ไฟฟ้าและส่วนประกอบอื่นๆ
- เคมีภัณฑ์
ส่วนสินค้านำเข้า เช่น เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ เหล็ก เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์ เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ แผงวงจรไฟฟ้า เป็นต้น ตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน "ญี่ปุ่น" ยังคงเป็นคู่ค้าและพันธมิตรที่สำคัญของไทยมายาวนาน แม้ว่าขั้วการค้าโลกจะเปลี่ยน แต่ตลาดญี่ปุ่นยังคงเป็นหนึ่งในตลาดที่ผู้ประกอบการไทยมีโอกาสขยายฐานการลงทุน ท่ามกลางสภาวะปัญหาภูมิรัฐศาสตร์โลกที่กลับมาปะทุอีกรอบ



