สหรัฐอเมริกาได้เริ่มดำเนินการจัดเก็บภาษีนำเข้าเหล็กและอะลูมิเนียมจากเม็กซิโก แคนาดา และสหภาพยุโรปอย่างเป็นทางการแล้ว ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2561 ซึ่งเป็นการดำเนินการตามนโยบายของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ต้องการปกป้องอุตสาหกรรมภายในประเทศ โดยภาษีดังกล่าวกำหนดไว้ที่อัตรา 25% สำหรับเหล็ก และ 10% สำหรับอะลูมิเนียม
ผลกระทบต่อประเทศคู่ค้า
การประกาศดังกล่าวสร้างความไม่พอใจอย่างมากต่อประเทศคู่ค้าทั้งสาม โดยเฉพาะสหภาพยุโรปที่เตรียมตอบโต้ด้วยการเรียกเก็บภาษีสินค้าสหรัฐฯ ในหมวดต่างๆ เช่น วิสกี้ รถจักรยานยนต์ และสินค้าเกษตร ซึ่งอาจนำไปสู่สงครามการค้าที่รุนแรงขึ้น นอกจากนี้ แคนาดาและเม็กซิโกซึ่งเป็นพันธมิตรในข้อตกลง NAFTA ก็ได้ยื่นเรื่องร้องเรียนต่อองค์การการค้าโลก (WTO) และเตรียมมาตรการตอบโต้เช่นกัน
เหตุผลของสหรัฐฯ
รัฐบาลสหรัฐฯ อ้างถึงความจำเป็นในการปกป้องความมั่นคงแห่งชาติ เนื่องจากอุตสาหกรรมเหล็กและอะลูมิเนียมเป็นส่วนสำคัญของอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ การนำเข้าที่มากเกินไปอาจส่งผลกระทบต่อความสามารถในการผลิตในช่วงวิกฤต อย่างไรก็ตาม นักวิจารณ์มองว่ามาตรการนี้เป็นเพียงการกีดกันทางการค้าที่จะส่งผลเสียต่อเศรษฐกิจโลก
ปฏิกิริยาจากนานาชาติ
- สหภาพยุโรป: ประกาศมาตรการตอบโต้โดยเรียกเก็บภาษีสินค้าสหรัฐฯ มูลค่ารวมกว่า 2.8 พันล้านยูโร และเตรียมดำเนินการทางกฎหมายที่ WTO
- แคนาดา: ประกาศเรียกเก็บภาษีสินค้าสหรัฐฯ มูลค่า 12.6 พันล้านดอลลาร์แคนาดา รวมถึงสินค้าอย่างเหล็ก อะลูมิเนียม และสินค้าอุปโภคบริโภค
- เม็กซิโก: ใช้มาตรการตอบโต้สินค้าสหรัฐฯ อาทิ เหล็ก เนื้อหมู และชีส
ผลกระทบต่อเศรษฐกิจ
นักวิเคราะห์คาดว่าสงครามการค้าครั้งนี้อาจทำให้ราคาสินค้าในสหรัฐฯ สูงขึ้น โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมที่ใช้เหล็กและอะลูมิเนียมเป็นวัตถุดิบ เช่น อุตสาหกรรมยานยนต์และก่อสร้าง ขณะเดียวกัน ประเทศคู่ค้าอาจหันไปซื้อสินค้าจากแหล่งอื่นเพื่อหลีกเลี่ยงภาษี ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการส่งออกของสหรัฐฯ ในระยะยาว
นอกจากนี้ ตลาดหุ้นทั่วโลกได้ปรับตัวลดลงหลังจากมีข่าวการเรียกเก็บภาษี โดยเฉพาะหุ้นในกลุ่มอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับการค้าระหว่างประเทศ ความไม่แน่นอนทางนโยบายการค้าของสหรัฐฯ ยังคงเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเติบโตของเศรษฐกิจโลกในระยะต่อไป



