ครม. อนุมัติปรับแผนบริหารหนี้สาธารณะ ย้ำวินัยการคลัง หนี้ต่อ GDP อยู่ที่ 68.03%
ครม. อนุมัติปรับแผนบริหารหนี้สาธารณะ ย้ำวินัยการคลัง

ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้มีมติเห็นชอบการปรับปรุงแผนการบริหารหนี้สาธารณะ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ครั้งที่ 2 เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์เศรษฐกิจ การบริหารงบประมาณ และภารกิจของรัฐบาล โดยยังคงยึดมั่นในกรอบวินัยการคลังอย่างเคร่งครัด

สาระสำคัญของการปรับแผน

นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า การปรับแผนครั้งนี้เป็นการทบทวนให้สอดคล้องกับการใช้งบประมาณตามภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน รัฐบาลให้ความสำคัญกับการรักษาสมดุลระหว่างการใช้เครื่องมือทางการคลังเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจ กับการรักษาเสถียรภาพการคลังของประเทศ

สาระสำคัญของการปรับแผนบริหารหนี้ฯ อยู่ที่การปรับปรุงให้สอดรับกับภารกิจด้านการลงทุน การบริหารสภาพคล่อง และการกู้เงินของหน่วยงานรัฐบางส่วนที่เปลี่ยนแปลงไปตามภารกิจและความพร้อมของโครงการ ทั้งหมดดำเนินการภายใต้กรอบการบริหารหนี้ที่รอบคอบ และอยู่บนหลักการใช้งบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพ

แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

รายละเอียดการปรับแผน

  • แผนก่อหนี้ใหม่เพิ่มขึ้นจาก 1,259,382.87 ล้านบาท เป็น 1,480,582.87 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 221,220 ล้านบาท
  • แผนบริหารหนี้เดิมปรับลดลงจาก 1,644,431.09 ล้านบาท เหลือ 1,620,471.09 ล้านบาท ลดลงกว่า 23,960 ล้านบาท
  • แผนการชำระหนี้ปรับเพิ่มขึ้นจาก 533,526.25 ล้านบาท เป็น 561,194.25 ล้านบาท เพิ่มขึ้นกว่า 27,668 ล้านบาท

โครงการที่บรรจุเพิ่มในแผนหนี้สาธารณะ

ครม. อนุมัติการบรรจุโครงการ/รายการเพิ่มในแผนหนี้สาธารณะ 4 โครงการ/รายการ ซึ่งเป็นโครงการที่ ครม. อนุมัติแล้ว ประกอบด้วย

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว
  • เงินกู้เพื่อดำเนินแผนโครงการภายใต้ พ.ร.ก. กู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาวิกฤตด้านพลังงานฯ 200,000 ล้านบาท
  • เงินกู้ระยะยาวเพื่อเสริมสภาพคล่องกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงในการรักษาระดับราคาน้ำมันเชื้อเพลิงภายในประเทศของกองทุนน้ำมันฯ 20,000 ล้านบาท

สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP

ภายหลังการปรับปรุงแผนฯ สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) จะอยู่ที่ร้อยละ 68.03 ยังคงอยู่ภายใต้กรอบวินัยการคลังที่กำหนดไว้ไม่เกินร้อยละ 70 สะท้อนว่ารัฐบาลยังสามารถบริหารภาระหนี้ได้อย่างมีเสถียรภาพ และยังมีพื้นที่ทางการคลังเพียงพอสำหรับรองรับสถานการณ์จำเป็นในอนาคต

รัฐบาลมีการติดตามสถานการณ์เศรษฐกิจและดำเนินการให้การบริหารหนี้สาธารณะเป็นกลไกสำคัญในการรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจ ควบคู่กับการสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชน นักลงทุน และภาคธุรกิจ โดยเฉพาะในช่วงที่เศรษฐกิจโลกยังมีความผันผวน