นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยภายหลังสำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (สอน.) แถลงความสำเร็จของอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายไทย ภายใต้แนวคิด “อ้อยไทย ไร้ฝุ่น หนุนน้ำตาลไทยสีเขียว” ว่า ความสำเร็จครั้งนี้ไม่ใช่เพียงความสำเร็จของกระทรวงอุตสาหกรรม แต่เกิดจากความร่วมมือของเกษตรกรชาวไร่อ้อยกว่า 1.5 ล้านคน บนพื้นที่เกือบ 10 ล้านไร่ ผู้ประกอบการโรงงานน้ำตาลทั้ง 58 โรงงาน รวมถึงหลายหน่วยงานภาครัฐ ทั้งกระทรวงมหาดไทย กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และกระทรวงการต่างประเทศ
ความสำเร็จในการลดการเผาอ้อย
ปัจจุบันประเทศไทยสามารถลดอัตราการเผาอ้อยลงเหลือเพียง 3.8% ซึ่งถือเป็นหนึ่งในประเทศที่มีอัตราการเผาอ้อยต่ำที่สุดในโลก หลังจากที่รัฐบาลให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหา PM 2.5 อย่างจริงจัง เนื่องจากในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา อุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ก่อให้เกิดฝุ่น PM 2.5 จากการเผาอ้อยในฤดูเก็บเกี่ยว
นายวราวุธ กล่าวว่า การเปลี่ยนจากอ้อยเผาเป็นอ้อยสดเป็นเรื่องที่ต้องอาศัยความกล้าหาญ ความอดทน และความเสียสละของเกษตรกรชาวไร่อ้อยจำนวนมาก เพราะหากไม่มีมาตรการสนับสนุนจากภาครัฐ ทั้งด้านแรงจูงใจและมาตรการช่วยเหลือต่างๆ ก็จะไม่สามารถเกิดขึ้นได้ พร้อมย้ำว่าความร่วมมือระหว่างเกษตรกรและโรงงานน้ำตาลถือเป็นหัวใจสำคัญ เพราะ “ตบมือข้างเดียวไม่ดัง”
โอกาสสู่ Net Zero และ Green Product
โอกาสของประเทศไทยในการก้าวสู่ Net Zero หรือการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2050 มีความเป็นไปได้มากขึ้น และการที่น้ำตาลไทยกลายเป็น Green Product หรือสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ก็จะช่วยเพิ่มโอกาสในการส่งออกไปยังตลาดโลก
ปัจจุบันไทยเป็นผู้ส่งออกน้ำตาลอันดับ 2 ของโลก มีสัดส่วนการส่งออกประมาณ 9% ของตลาดโลก ขณะที่อินเดียประกาศงดส่งออกน้ำตาลในช่วงที่ผ่านมา ถือเป็นโอกาสทองของไทยในการเพิ่มมูลค่าการส่งออกน้ำตาล และอาจช่วยผลักดันราคาน้ำตาลในตลาดโลกให้ปรับตัวสูงขึ้น
เป้าหมายลดการเผาอ้อยในอนาคต
กระทรวงอุตสาหกรรมตั้งเป้าลดอัตราการเผาอ้อยจาก 3.8% ให้ต่ำกว่า 3% ในฤดูการผลิตถัดไป และผลักดันไปสู่ “อ้อยไทยไร้เผา 0.0%” ในอนาคต โดยยกตัวอย่างจังหวัดบุรีรัมย์ที่ปัจจุบันมีอัตราเผาอ้อยเพียง 0.25% เท่านั้น
จากนี้ประเทศไทยจะต้องมุ่งเน้นคุณภาพมากกว่าปริมาณ โดยต้องพัฒนาพันธุ์อ้อยให้มีค่าความหวานสูงขึ้น เพิ่มปริมาณน้ำตาลที่สกัดได้ต่ออ้อย 1 ตัน จากปัจจุบันผลิตได้เฉลี่ย 113 กิโลกรัม เพิ่มจากเดิม 110 กิโลกรัม พร้อมตั้งเป้าเพิ่มเป็น 120-130 กิโลกรัมในอนาคต เพื่อเพิ่มมูลค่าต่อไร่ให้เกษตรกร
“เราไม่ต้องการขายของถูกในปริมาณมาก แต่ต้องการส่งออกสินค้าที่มีคุณภาพและมีมูลค่าสูง รวมถึงต้องคำนึงถึง ESG ทั้งสิ่งแวดล้อม ธรรมาภิบาล และการดูแลสังคม เพราะวันนี้หลายประเทศใช้ ESG เป็นเงื่อนไขทางการค้าและภาษีแล้ว” นายวราวุธ กล่าว
การแข่งขันในตลาดโลกและการพัฒนาศักยภาพ
นายวราวุธ ยอมรับว่า บราซิลยังคงเป็นผู้นำโลกทั้งด้านค่าความหวาน ผลผลิตต่อไร่ และประสิทธิภาพการสกัดน้ำตาล แต่ไทยยังมีโอกาสเพิ่มศักยภาพผ่านการพัฒนาพันธุ์อ้อยและเพิ่มผลผลิตต่อพื้นที่
กระทรวงอุตสาหกรรมและกระทรวงเกษตรฯ อยู่ระหว่างศึกษาแนวทางลดการพึ่งพาปุ๋ยนำเข้า ท่ามกลางความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์และภูมิเศรษฐกิจ รวมถึงส่งเสริมเกษตรอินทรีย์และการใช้วัตถุดิบในประเทศมากขึ้น
ความกังวลต่อสถานการณ์ซุปเปอร์เอลนีโญ
นายวราวุธ ยังแสดงความกังวลต่อสถานการณ์ซุปเปอร์เอลนีโญ ที่อาจเกิดขึ้นปลายปีนี้ ซึ่งอาจกระทบผลผลิตทางการเกษตรรวมถึงอ้อย แต่ยืนยันว่ารัฐบาลจะดูแลเกษตรกรอย่างเต็มที่ เพราะหากไม่มีความร่วมมือจากชาวไร่อ้อย ประเทศไทยก็คงไม่สามารถมาถึงจุดนี้ได้
มาตรการช่วยเหลือเกษตรกร
นายวราวุธ เปิดเผยว่า เงินสนับสนุนอ้อยสดที่ค้างอยู่เกือบ 500 ล้านบาท ล่าสุดได้รับการอนุมัติแล้ว และอยู่ระหว่างเสนอเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) พร้อมสั่งการให้เร่งจัดทำมาตรการสำหรับฤดูการผลิตปี 2569/2570 เพื่อดูแลเกษตรกรให้ไม่น้อยกว่าปีก่อนๆ
การสนับสนุนแนวคิด BCG และ ESG
กระทรวงอุตสาหกรรมยังเดินหน้าสนับสนุนแนวคิด BCG และ ESG โดยส่งเสริมการนำเศษวัสดุทางการเกษตร เช่น ใบอ้อย มาผลิตเป็นเชื้อเพลิงอัดเม็ด (Pellet) และ Biochar เพื่อลดการเผา ลด Carbon Footprint และเพิ่มมูลค่าให้วัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร
พร้อมกันนี้ ยังประสานกับ SME Bank เพื่อออกสินเชื่อดอกเบี้ย 3% ในช่วง 3 ปีแรก ระยะเวลากู้สูงสุด 10 ปี ให้ผู้ประกอบการลงทุนพัฒนาเครื่องจักรและ Mobile Unit สำหรับรับซื้อใบอ้อยจากพื้นที่เพาะปลูก เพื่อนำไปแปรรูปเป็นเชื้อเพลิงชีวภาพและลดปัญหาการเผาในภาคเกษตร
แนวโน้มอุตสาหกรรมเอทานอล
นายวราวุธ ระบุว่า แม้ยังตอบไม่ได้เรื่องมาตรการประกันราคา แต่เชื่อว่าแนวโน้มการใช้ Biofuel ของไทยจะเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ทั้งการผลักดัน E20, E85 และ B20 ตามนโยบายรัฐบาล ส่งผลให้พืชพลังงานอย่างอ้อย ข้าวโพด และปาล์มน้ำมัน มีแนวโน้มราคาปรับตัวสูงขึ้นในอนาคต
ผลกระทบจากการปิดด่านชายแดนไทย-กัมพูชา
เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่าจากการปิดด่านชายแดนไทย-กัมพูชาส่งผลกระทบต่อการส่งออกน้ำตาลของไทยหรือไม่นั้น นายวราวุธระบุว่า แม้ว่าจะมีการปิดด่าน แต่ตลาดน้ำตาลไทยไม่มีวันหาย เพราะโลกยังต้องการอาหารและพลังงาน หากเราพัฒนาคุณภาพ เพิ่มมูลค่า และทำให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมได้ ไทยจะก้าวขึ้นเป็นผู้นำด้าน Green Economy และเกษตรสีเขียวของโลกได้



