เจ้าสัวธนินท์ชี้หัวใจพลิกเศรษฐกิจไทยคือเกษตรและอาหาร เร่งลงทุนน้ำ-ใช้ AI
เจ้าสัวธนินท์ชี้หัวใจพลิกเศรษฐกิจไทยคือเกษตรและอาหาร

นายธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานอาวุโส เครือเจริญโภคภัณฑ์ ได้ร่วมเสนอแนวทางต่อรัฐบาลในเวที The Listening Forum : Voices to the PM – ผู้ประกอบการพูด รัฐบาลฟัง ที่ทำเนียบรัฐบาล โดยชี้ให้เห็นว่า ประเทศไทยยังมีโอกาสมหาศาลท่ามกลางวิกฤตโลก โดยเฉพาะภาคเกษตรและอาหาร ซึ่งถือเป็นน้ำมันบนดินที่สร้างได้ไม่รู้จบ พร้อมเสนอให้รัฐบาลเร่งลงทุนระบบชลประทาน การบริหารจัดการน้ำ และการยกระดับเกษตรสมัยใหม่ เพื่อเพิ่มรายได้เกษตรกร พลิกเศรษฐกิจฐานราก และสร้างความมั่นคงทางอาหารให้ประเทศในระยะยาว

หัวใจสำคัญคือน้ำ

นายธนินท์กล่าวว่า ประเทศไทยมีจุดแข็งสำคัญด้านภูมิอากาศ แสงอาทิตย์ และศักยภาพการเพาะปลูก แต่ปัญหาหลักของเกษตรไทยคือน้ำ หากภาครัฐลงทุนด้านชลประทาน สร้างอ่างเก็บน้ำ และกระจายน้ำให้เข้าถึงพื้นที่เกษตรทั่วประเทศ เหมือนที่เคยพัฒนาไฟฟ้าและถนนเข้าถึงทุกหมู่บ้านในอดีต จะสามารถยกระดับผลผลิตและรายได้ของเกษตรกรได้อย่างก้าวกระโดด โดยจากประสบการณ์ตรง หากมีน้ำ เกษตรกรสามารถเพาะปลูกได้ถึง 3 ครั้งต่อปี และหากยกระดับประสิทธิภาพการบริหารจัดการ ผลผลิตต่อไร่อาจเพิ่มขึ้นได้ถึง 5 เท่า

น้ำมันบนดินสำคัญกว่าน้ำมันใต้ดิน เพราะทุกคนต้องกินอาหาร ชาวนาคือผู้มีพระคุณที่เลี้ยงคนทั้งประเทศ แต่วันนี้ชาวนายังยากจน เราต้องช่วยกันแก้ปัญหา นายธนินท์กล่าว

แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

นิคมอุตสาหกรรมเกษตรและ AI

นอกจากนี้ นายธนินท์ยังเสนอแนวคิด นิคมอุตสาหกรรมเกษตร ที่เชื่อมโยงภาคเกษตร อุตสาหกรรม และพาณิชย์ให้อยู่ในพื้นที่เดียวกัน เพื่อให้การผลิต การแปรรูป การขนส่ง และตลาดเชื่อมโยงเป็นระบบเดียว ลดต้นทุนโลจิสติกส์ และสร้างสินค้าเกษตรมูลค่าสูงผ่านการใช้ AI เทคโนโลยี และนวัตกรรมอาหารแห่งอนาคต

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว

นายธนินท์มองว่า ภาคอุตสาหกรรมไทยยังมีโอกาสอีกมาก แต่ผู้ประกอบการต้องเร่งปรับตัวสู่ระบบการผลิตยุคใหม่ โดยใช้ AI เครื่องจักรอัตโนมัติ และระบบโลจิสติกส์อัจฉริยะ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการแข่งขันในโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว รวมถึงการต่อยอดสินค้าเกษตรไทยสู่ผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง เช่น อาหารแปรรูป อาหารแห่งอนาคต และผลิตภัณฑ์ที่ใช้การวิจัยและพัฒนาอย่างเข้มข้น

ผู้ชนะในอนาคตคือผู้ที่ปรับตัวได้เร็ว และโลจิสติกส์จะเป็นหัวใจสำคัญของการแข่งขัน หากใช้ AI บริหารจัดการได้ดี ธุรกิจเดิมจะมีประสิทธิภาพมากขึ้น และธุรกิจใหม่ ๆ จะเกิดขึ้นตามมาอีกมาก นายธนินท์กล่าวทิ้งท้าย