เงินบาทไทยแข็งค่าขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลกระทบต่อภาคการส่งออกของไทยในเดือนเมษายนที่ผ่านมา โดยธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่าอัตราแลกเปลี่ยนที่แข็งค่าขึ้นเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้มูลค่าการส่งออกหดตัวลง
สถานการณ์เงินบาทแข็งค่า
เงินบาทแข็งค่าขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบ 7 เดือน โดยแข็งค่าขึ้นประมาณ 2% เมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯ สาเหตุหลักมาจากการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐฯ หลังธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ส่งสัญญาณชะลอการปรับขึ้นดอกเบี้ย รวมถึงกระแสเงินทุนไหลเข้าสู่ตลาดเกิดใหม่
ผลกระทบต่อภาคส่งออก
ผู้ประกอบการส่งออกได้รับผลกระทบโดยตรงจากเงินบาทที่แข็งค่า เนื่องจากสินค้าไทยมีราคาแพงขึ้นในตลาดโลก ส่งผลให้คำสั่งซื้อจากต่างประเทศลดลง โดยเฉพาะสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรม เช่น ข้าว ยางพารา และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์
นายกสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย กล่าวว่า "เงินบาทที่แข็งค่าทำให้ราคาข้าวไทยแพงกว่าคู่แข่งอย่างเวียดนามและอินเดีย ส่งผลให้ยอดส่งออกข้าวลดลงอย่างมีนัยสำคัญ"
มาตรการของ ธปท.
ธปท. ได้ออกมาตรการเพื่อดูแลอัตราแลกเปลี่ยน โดยการเข้าแทรกแซงในตลาดปริวรรตเงินตรา รวมถึงการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% เพื่อลดแรงกดดันให้ค่าเงินอ่อนตัวลง
นอกจากนี้ ธปท. ยังขอความร่วมมือจากธนาคารพาณิชย์ในการผ่อนคลายกฎเกณฑ์การซื้อขายเงินตราต่างประเทศ เพื่อให้ผู้ส่งออกสามารถบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนได้ดีขึ้น
แนวโน้มในอนาคต
นักวิเคราะห์คาดว่าเงินบาทจะยังคงผันผวนในระยะสั้น ขึ้นอยู่กับนโยบายการเงินของเฟดและสถานการณ์เศรษฐกิจโลก อย่างไรก็ตาม ธปท. มั่นใจว่ามาตรการที่ออกมาจะช่วยลดผลกระทบต่อภาคส่งออกได้
- ผู้ส่งออกควรใช้เครื่องมือป้องกันความเสี่ยง เช่น สัญญาซื้อขายล่วงหน้า
- ภาครัฐต้องเร่งส่งเสริมการท่องเที่ยวและบริการเพื่อชดเชยรายได้จากส่งออกที่ลดลง
- การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจสู่การผลิตที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น
ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์เตรียมปรับประมาณการส่งออกปีนี้ลงจากเดิมที่คาดว่าจะขยายตัว 3-4% เหลือ 1-2% เนื่องจากผลกระทบจากเงินบาทแข็งค่าและความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก



